Attaining Buddhahood : “บรรลุพุทธภาวะ”

บทความโดย โอม มณีปัทเมหุม

เมื่อกล่าวถึง “พุทธะ” คนจำนวนมากมักนึกถึงพระพุทธเจ้าในประวัติศาสตร์ คือเจ้าชายสิทธัตถะ ผู้ตรัสรู้ใต้ต้นพระศรีมหาโพธิ์เมื่อกว่าสองพันห้าร้อยปีก่อน แต่ในมุมมองของพุทธศาสนามหายาน ความหมายของคำว่า “พุทธะ” มิได้จำกัดอยู่เพียงบุคคลทางประวัติศาสตร์เท่านั้น หากหมายถึงสภาวะแห่งการตื่นรู้อันสมบูรณ์ ธรรมชาติเดิมแท้ของจิตที่บริสุทธิ์ หลุดพ้น และเปี่ยมด้วยปัญญากรุณาไร้ขอบเขต

พระพุทธเจ้าในฐานะบุคคลเป็นเพียงการปรากฏขึ้นของพุทธภาวะ แต่พุทธภาวะนั้นมิได้จำกัดอยู่ในตัวบุคคลใดบุคคลหนึ่ง หากเป็นศักยภาพที่มีอยู่แล้วในสรรพสิ่งและสรรพชีวิตทั้งปวง

คำสอน “พุทธภาวะ” – Buddha Nature หรือ “ตถาคตครรภ์” ชี้ให้เห็นว่า ภายใต้ความฟุ้งซ่าน ความสับสน ความกลัว ความยึดติด และอารมณ์ทั้งหลาย มีธรรมชาติแห่งความตื่นรู้อันสมบูรณ์ดำรงอยู่เสมอ ไม่เคยแปรเปลี่ยน ไม่เคยถูกทำลาย ไม่เคยแปดเปื้อน ดั่งท้องฟ้าที่ไม่เคยเสียหายจากเมฆหมอก เมฆอาจบดบังท้องฟ้า แต่ไม่อาจทำลายความกว้างใหญ่ของท้องฟ้าได้ฉันใด อวิชชาและความทุกข์ก็ไม่อาจทำลายธรรมชาติแห่งพุทธะที่ดำรงอยู่ในตัวเราได้ฉันนั้น

ด้วยเหตุนี้ เป้าหมายของการปฏิบัติมหายานจึงไม่ใช่เพียงการพ้นทุกข์ หรือหลุดพ้นจากสังสารวัฏเท่านั้น แต่คือการเปิดเผยธรรมชาติเดิมแท้แห่งพุทธภาวะนั้นให้ปรากฏขึ้นอย่างแจ่มแจ้งสมบูรณ์

การหลุดพ้นในมหายานจึงมิใช่การหลีกหนีโลก หากเป็นการตื่นขึ้นสู่ความจริงของโลก มิใช่การปฏิเสธชีวิต หากเป็นการเห็นชีวิตตามที่มันเป็น มิใช่การปฏิเสธหรืออยู่เหนือความเป็นมนุษย์ หากเป็นการรู้จักธรรมชาติอันลึกซึ้งของประสบการณ์ความเป็นมนุษย์นั้นอย่างเต็มเปี่ยม

จากมุมมองนี้ อุดมคติแห่งพุทธธรรมจึงถูกยกระดับจากการหลุดพ้นเฉพาะตน ไปสู่ปณิธานโพธิสัตว์ ผู้ตั้งจิตบรรลุพุทธภาวะเพื่อประโยชน์แก่สรรพสัตว์ทั้งปวง โพธิจิต คือหัวใจของเส้นทางนี้ เป็นความปรารถนาอันบริสุทธิ์ที่จะตื่นรู้ เพื่อให้สามารถช่วยเหลือผู้อื่นให้พ้นจากความทุกข์ได้อย่างแท้จริง

เมื่อโพธิจิตเกิดขึ้น การปฏิบัติไม่ได้มีศูนย์กลางอยู่ที่ “ฉันจะพ้นทุกข์ได้อย่างไร” แต่เปลี่ยนเป็น “ฉันจะตื่นรู้เพื่อประโยชน์แก่โลกนี้ได้อย่างไร” ความปรารถนาส่วนตัวค่อยๆ ขยายออกเป็นความรับผิดชอบต่อสรรพชีวิตทั้งหมด ที่ไม่เคยแยกขาดจากกันตั้งแต่ปฐมกาล นี่คือหัวใจแห่งโพธิสัตว์ ผู้กำลังฝึกตนสู่การเป็นพุทธะโดยสมบูรณ์ในอนาคต

นี่คือความหมายอันลึกซึ้งของคำว่า Attaining Buddhahood หรือ “บรรลุความเป็นพุทธะ”

การบรรลุพุทธภาวะในที่นี้ ไม่ใช่การบรรลุสู่สถานะใหม่ หรือกลายเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์สูงส่ง แต่คือการตระหนักรู้อย่างสมบูรณ์ถึงสิ่งที่มีอยู่แล้วในธรรมชาติโดยเนื้อแท้

ในระดับสูงสุดของมหายานและวัชรยาน พุทธภาวะมิได้อยู่ไกลจากชีวิตประจำวันเลยแม้แต่น้อย ทุกอารมณ์ ทุกผัสสะ ทุกความรู้สึก ทุกปรากฎการณ์ล้วนเป็นการเผยแสดงของธรรมชาติแห่งการตื่นรู้ทั้งสิ้น

ความโกรธ ความอยาก ความกลัว ความลุ่มหลง ถูกมองจากมุมใหม่ แบบที่ไม่ใช่อุปสรรคหรือศัตรูของการตื่นรู้ สิ่งที่เป็นปัญหาไม่ใช่อารมณ์เหล่านั้น แต่คือความไม่รู้จักธรรมชาติที่แท้จริงของมัน เมื่อจิตตื่นรู้โดยสมบูรณ์ อารมณ์ทั้งหลายมิได้ถูกทำลาย แต่ได้รับการปลดปล่อยกลับคืนสู่ธรรมชาติเดิม ทุกปรากฏการณ์กำลังปลดปล่อยตัวเองสู่ธรรมชาติแห่งการตื่นรู้

คลื่นไม่จำเป็นต้องหยุดเป็นคลื่นเพื่อกลับคืนสู่มหาสมุทร เพราะแท้จริงแล้ว คลื่นไม่เคยแยกจากมหาสมุทรเลย เช่นเดียวกัน ทุกประสบการณ์ในชีวิตไม่เคยแยกจากพุทธภาวะ นี่คือสิ่งที่มหายานกล่าวว่า “นิพพานไม่แยกขาดจากสังสาร” ไม่ใช่เพราะความทุกข์และความหลุดพ้นเหมือนกันในระดับผิวเผิน แต่เมื่อเห็นความจริงสูงสุดแล้ว จะพบว่าธรรมชาติพื้นฐานของทั้งสองไม่เคยแยกจากกันตั้งแต่ต้น ความแตกต่างอยู่ที่การรู้หรือไม่รู้เท่านั้น

สำหรับผู้หลงลืมธรรมชาติของตน โลกนี้คือสังสารวัฏ สำหรับผู้ตื่นรู้ โลกเดียวกันนี้คือการแสดงออกของธรรมกาย โลกเดียวกัน ประสบการณ์เดียวกัน แต่การรับรู้แตกต่างกันโดยสิ้นเชิง เส้นทางการฝึกตน คือการชำระล้างเครื่องกั้นขวางบดบังจิตเพื่อให้การรับรู้กลับคืนสู่ความบริสุทธิ์แจ่มชัดอีกครั้ง นี่คือสิ่งที่เรียกว่า “pure perception” ในพุทธวัชรยาน

เช่นเดียวกันกับการมองพุทธะ ไปพ้นตัวบุคคล สู่ความรู้แจ้งในจิตพุทธะ
ศรัทธาต่อครู หรือ จิตคุรุ ก็เช่นเดียวกัน

ในพุทธวัชรยาน ศรัทธาและการอุทิศตนต่อครูมีความสำคัญอย่างยิ่ง เพราะครูมิได้เป็นเพียงผู้สอน แต่เป็นกระจกสะท้อนธรรมชาติแห่งพุทธภาวะที่อยู่ในตัวศิษย์ การภาวนาด้วยศรัทธาต่อครูอย่างลึกซึ้งมิใช่การยกย่องหรือยึดติดบุคคล แต่เป็นการเปิดหัวใจให้สัมผัสกับมิติแห่งจิตตื่นรู้ที่ครูเป็นตัวแทน เมื่อศรัทธาเติบใหญ่ขึ้น ความรู้สึกแบ่งแยกระหว่าง “จิตของฉัน” กับ “จิตของครู” จะค่อยๆ คลายตัวลง จิตของเราหลอมรวมเป็นหนึ่งเดียวกับจิตของครู ในมณฑลการตื่นรู้อันไพศาล

การระลึกถึงครูในทุกสถานการณ์ ในความสุข ในความทุกข์ ในความสำเร็จ ในความล้มเหลว ในเหตุการณ์ไม่คาดฝัน กระทั่งการระลึกถึงครูไม่ต่างจากการระลึกถึงธรรมชาติแห่งความตื่นรู้ที่ดำรงอยู่ในทุกขณะของชีวิต เมื่อจิตเห็นโลกผ่านสายตาแห่งพุทธภาวะ โลกธรรมดาก็ค่อยๆ กลายเป็นโลกศักดิ์สิทธิ์ โลกไม่ได้เปลี่ยนไป แต่สายตาที่มองโลกเปลี่ยนไป ในที่สุดแล้ว การบรรลุพุทธภาวะจึงมิใช่การเดินทางไปยังสถานที่ใด หากเป็นการกลับบ้าน

กลับคืนสู่ธรรมชาติเดิมแท้ที่อยู่กับเรามาโดยตลอด
กลับคืนสู่จิตที่กว้างใหญ่ดุจท้องฟ้า
กลับคืนสู่ปัญญาที่ตื่นรู้สรรพปรากฏการณ์โดยไม่ยึดมั่น
กลับคืนสู่มหากรุณาที่ไม่แบ่งแยกตนเองออกจากผู้อื่น

และเมื่อพุทธภาวะได้รับการเปิดเผยอย่างสมบูรณ์ ชีวิตก็กลายเป็นการดำรงอยู่เพื่อประโยชน์ต่อสรรพสัตว์อย่างเป็นธรรมชาติ

ดังที่โพธิสัตว์ทั้งหลายตั้งจิตปฏิญาณไว้ว่า

“ตราบใดที่ยังมีหมู่สัตว์ผู้ทุกข์ทนว่ายวนอยู่ในภพภูมิทั้งหกแห่งสังสารวัฏ ตราบนั้นพุทธะจะยังคงปรากฏในรูปแบบนับไม่ถ้วน เพื่อชี้ทางกลับบ้านให้แก่สรรพสัตว์โดยไม่มียกเว้น”

สถาบันวัชรสิทธา ก่อตั้งขึ้นเพื่อเป็นพื้นที่ทดลองทางการศึกษา บนพื้นฐานของการภาวนา การใคร่ครวญด้วยใจ และการแลกเปลี่ยนประสบการณ์อย่างเป็นมนุษย์ระหว่างผู้เรียน