บทความโดย อันอัน วรวรรณ จุลละโพธิ
ภาพประกอบโดย Nakkusu
“สิ่งที่เราทำในการภาวนา คือยอมให้ตัวเองเป็นคนพาล เป็นคนแย่ เป็นส่วนหนึ่งของตัวเราเองที่เราเคยขับไล่และปฏิเสธ เราต้องอนุญาตให้ตัวเราเข้าไปในนรกแห่งความเกลียดชัง ประสบการณ์ที่เราไม่ชอบอย่างเต็มที่และดำรงอยู่ในความจริงอย่างเต็มเปี่ยมในประสบการณ์อันสมบูรณ์ของความเป็นมนุษย์
เพียงแค่เราทำเช่นนั้นก็เป็นการชำระล้างบาปนั้นแล้ว ฉันคิดว่าพระเยซูคริสต์เป็นตัวอย่างอันลึกซึ้งที่ได้แสดงให้เราเห็นว่า เมื่อเราอนุญาตให้ตัวเรามีประสบการณ์อาชญากรเต็มตัว เป็นผู้ที่ถูกเนรเทศ ถูกประณาม โดนขับไล่ โดนขจัดให้หมดสิ้นไป เมื่อนั้น เราจึงยอมจำนน ยอมหันเข้าสู่ด้านมืดและเปิดทางให้นรกทั้งหมดในตัวเรา ทางรอดจึงจะปรากฎ”
― Reginald A. Ray, Touching Enlightenment: Finding Realization in the Body
ในเช้าวันหนึ่งของวันธรรมดาๆ เราใช้ชีวิตตามปกติของคนเมือง ตื่นนอน กินข้าว แต่งตัว ขับรถไปทำงาน บางคนอาจจะทำงานอยู่บ้าน บางคนอาจขับรถไปที่ทำงาน ตึกห้าสิบกว่าชั้นใจกลางมหานคร บางคนไม่มีงานทำ แต่ก็มีอิสระไปไหนมาไหน บางคนสุขภาพไม่ดีทำให้ไปไหนลำบาก แต่บางคนชีวิตเริ่มที่หลังกำแพงสูง เดินผ่านประตูเหล็กที่มีรั้วลวดหนามกั้น ต้องมีผู้คุมพาเดินเข้าไป ในดินแดนที่คนเรียกว่าไร้อิสรภาพที่สุด ดินแดนผู้ต้องขัง สถานที่ที่ผู้คนถูกพรากจากอิสรภาพทางกายภาพ ทุกคนต้องเผชิญกับความกลัว ความโดดเดี่ยว และการสำนึกผิด
สำหรับคนที่ขาดอิสรภาพจริงๆ ต้องใช้ชีวิตอยู่ในกรงขัง ไม่สามารถออกมาสู่โลกภายนอก อิสรภาพสำหรับพวกเขาหมายถึงอะไร ภายใต้ประตูเหล็กหลายบาน และการตรวจตราอย่างแน่นหนาในทุกๆ ทางเดิน ทุกอย่างอยู่ในสายตาผู้คุม นักโทษมองตาผู้คุมตลอดเพื่อตรวจสอบว่า เขาทำถูกต้องแล้วใช่ไหม กล้องวงจรปิดที่มีทั่วไปทุกหนแห่ง ผู้ต้องขังทุกคนนั่งเรียงรายไม่เป็นลำดับอยู่ทั่วไปในสนาม ตรงสนามมวยตรงกลางมีคนนั่งรวมกันเยอะสุด เพราะมีมุมหลบแดด ผู้ต้องขังชายที่กำลังจะได้อภัยโทษคนหนึ่ง ตอบว่า “เขากำลังจะได้ออกไปในเร็ววัน เขามาอยู่ในคุกชายนี่ 4 ปีแล้ว มีแม่และเมียมาเยี่ยม แต่เมียก็มีคนอื่นไปแล้ว เขาออกไปไม่รู้ว่าจะเป็นยังไง ก็ต้องออกไปแบ่งสมบัติที่มีอยู่ และใช้ชีวิตในการดูแลแม่ต่อไป” เขาเอ่ยด้วยน้ำเสียงไร้ซึ่งความหวังและไม่อาจสบตา
นักโทษชายอีกหนึ่งคนก็กล่าวว่า “ผมติดคุกมาหลายรอบแล้ว ออกไปคราวที่แล้ว เพื่อนที่ขายยามารอรับหน้าคุก แล้วก็พาผมไปเข้าก๊วนเดิม เอายามาใส่มือให้ผมขาย แล้วผมก็กลับมาอยู่ในคุกอีก จะให้ผมทำยังไง แต่เอาจริงๆ แล้ว อยู่ที่นี่ก็สะดวกสบายดี มีอะไรให้กิน และไม่ต้องทำมาหากิน ผมไม่มีงานและไม่มีเงิน ออกไปก็ไม่รู้จะทำอะไร อาจจะไปบวช แต่ถ้าไปเจอเพื่อนกลุ่มเดิม ก็วนกลับมาอีก ผมเข้าๆ ออกๆ ที่นี่เป็นสิบปีแล้ว” เขาพูดด้วยแววตาสะท้อนความว่างเปล่าของขีวิต
นี่คือบางส่วนจากบทสนทนากับผู้ต้องขังชายในเรือนจำกลางนครปฐม
ส่วนบางคนก็มีแววตาเศร้าลึกอยู่ภายใต้ใบหน้ายิ้มแย้ม พยายามทำทุกอย่างให้ดีงามถูกต้อง เพื่อที่จะได้ออกไปในเร็ววัน นักโทษชายอีกคนกล่าวว่า “บางทีโกรธตัวเองไม่รู้จะทำอะไรก็ชกกำแพง เพราะบางทีโกรธมากๆ อยากจะโทษไปทุกอย่างทั้งสิ่งแวดล้อม เพื่อนร่วมกรงขังและสถานการณ์ชีวิตที่เป็นอยู่” อีกคนก็แชร์ว่า “อีกสิบวันจะได้ออกไปแล้ว แต่ออกไปก็ไม่รู้จะทำอะไร ไม่รู้อนาคตข้างหน้าจะเป็นอย่างไร เพราะอยู่ที่นี่มานานแล้ว”
มองกลับมายังโลกภายนอกกำแพง เราก็ต่างป็นผู้ต้องขังในคุกสังสารวัฎ ไม่ได้ต่างจากผู้ต้องขังในกำแพงเหล็ก เราถูกขังอยู่ในคุกที่มองไม่เห็น กรงขังของความปรารถนา ความยึดติด และภาพลักษณ์ของอีโก้ เราไขว่คว้าไม่มีที่สิ้นสุด เพราะโลกข้างนอกไม่มีกำแพงจำกัดพื้นที่ คนข้างนอกจึงวิ่งตามสิ่งเร้าไปเรื่อยๆ โดยคิดว่าตนเองมีอิสระ ทั้งที่จริงๆ แล้วเราเป็นทาสอย่างสมบูรณ์แบบ ความยากคือ ชีวิตดูราบรื่นและมีทางเลือกมากเกินไป ทำให้เราไม่หันมามองจิตของตนเอง คนนอกคุกจึงมักหลับอยู่ในความฝัน ที่เราเรียกว่าความสุขทางโลก เรามีเงิน มีครอบครัว มีบ้านช่องใหญ่โต มีอิสรภาพที่เรายอมแลกเพื่อให้ได้มาซึ่งความสุข รวมถึง อิสรภาพทางใจที่เรามีอยู่แล้วโดยกำเนิด
วัชราจารย์ในสายธรรม เรจินัลด์ เรย์ กล่าวไว้ว่า
“เราแบกตัวตนหลายๆตัวตนไว้ข้างในเรา เราเปลี่ยนตัวตนไปมาทุกวินาทีของชีวิต เมื่อใดก็ตามที่เรามีประสบการณ์ช็อค เจ็บปวด หรือ เปราะบางแทบทนไม่ได้ จิตใจและร่างกายของเราหดเกร็งเพื่อปกป้องตัวเอง การหดตัวเช่นนี้ ขังเราไว้ในชั่วขณะของสภาวะจิตสำนึก เราก็ไม่ต่างจากนักโทษภายในกรงขังของใจเรา เราขังส่วนที่เจ็บปวดเอาไว้ใต้จิตสำนึกส่วนลึกเพื่อที่จะได้ไม่ต้องเจ็บอีก กรงขังของตัวตน คือปรากฎการณ์แช่แข็ง หดเข้าสร้างเปลือกแข็งที่ปกป้องตัวเองเอาไว้ที่เรียกว่าอีโก้ที่รู้ตัว เราเข้าใจผิดว่าเกราะกำบังนี้เป็นตัวตนที่แท้จริงของเรา เราดำรงอยู่ภายในคุกที่เราสร้างมันขึ้นมาเองโดยสมบูรณ์แบบ”
ในทางกลับกัน ถึงแม้ว่าคนคุกจะอยู่ในกรงขังที่มองเห็นได้ แต่เขาอยู่ในสถานะที่เอื้อต่อการตระหนักถึงความทุกข์โดยธรรมชาติ เขาถูกตัดขาดทางเลือก พื้นที่จำกัด จิตถูกบีบให้หยุดวิ่งตามเงิน อำนาจหรือสังคมภายนอก และหัวใจเศร้านั้นคือครู ความสิ้นหวังในแววตาสามารถแปรเปลี่ยนเป็นความว่างและความนิ่งได้ และเขาอยู่ในสภาวะที่ไม่มีอะไรจะเสีย ถือเป็นจุดเริ่มต้นของการตื่นรู้ เพราะอัตตาพังทลายจนแทบไม่เหลือเกราะป้องกันแล้ว
ทว่าอิสรภาพจากสังสารวัฎนั้นช่างยากลำบากกว่าอิสรภาพในกรงขังมากมายนัก เรามีทุกอย่างเท่าที่ชีวิตจะให้ได้ เรามีสิทธิเลือก เรามีสิทธิ์เดินเข้าเดินออกจากชีวิตเราหรือชีวิตใครโดยไม่ต้องคิดอะไรมาก เราเลือกได้ เราเลือกตลอดเวลา เราปัดซ้าย ปัดขวา แต่คนในห้องขัง มีสิทธิแค่แสกนนิ้วมือสั่งของใช้ที่จำเป็นกับการดำรงขีวิตเท่านั้น ใดๆ นอกเหนือไปจากนั้นก็เป็นเรื่องอภิสิทธิชนคนนอกกรงขังเกือบหมด
แล้วการภาวนาจะช่วยปลดปล่อยเราเป็นอิสระจากสังสารวัฎได้อย่างไร เรจจี้ยังกล่าวต่อไปว่า
“การปลดปล่อยและอิสรภาพที่แท้จริงไม่ได้มาจากการเพิกเฉยหรือก้าวผ่านส่วนที่เจ็บปวด แต่มาจากการที่เราปล่อยให้การตระหนักรู้ลงมาที่ร่างกายจากความคิดวิเคราะห์กวัดแกว่ง เราเคลื่อนลงลึกสู่ดินแดนแห่งประสาทสัมผัสของร่างกาย เราใส่ใจในส่วนที่หดเกร็ง เครียด ความเจ็บปวดทางร่างกาย ส่วนอุดตันทั้งหลายของร่างกายเป็นดั่งคุกภายในของเรา เราเข้าไปใกล้ แทนที่จะต่อสู้กับอาการไม่สบายกายไม่สบายใจ เรายอมจำนน หายใจเข้าไปในความตึงเครียดและเชื้อเชิญสภาวะอารมณ์ที่ยากๆเข้ามา เหมือนเด็กน้อยที่กำลังโกรธหรือกลัว ด้วยความตระหนักรู้อันไม่ตัดสินและเปิดกว้าง ดัวยการรู้สึกอย่างเต็มที่ในความเจ็บปวดแทนที่จะวิ่งหนีไป สภาวะหดเกร็งก็ค่อยๆจางคลายไปอย่างเป็นธรรมชาติ ก็จะช่วยปลดปล่อยการตระหนักรู้ที่โดยปิดกั้นไว้ ปล่อยให้เรารู้สึกเปิดกว้าง รู้สึกถึงพื้นที่ว่างและความเป็นอิสระที่แท้จริง”
สรุปจาก คำสอน “Freeing the Prisoners” , Reginald Ray, Dharma Talk at Winter Dathun 2016
บ่ายวันนั้น ฉันเดินออกมาจากเรือนจำอันไร้อิสรภาพ แต่ไม่อาจลืมแววตาที่เต็มเปี่ยมไปด้วยความหวังภายใต้ความสิ้นหวัง ไม่อาจลืมแววตาเศร้าลึกภายในภายใต้บุคลิกภาพที่โดนขัดเกลาแล้วภายนอก ไม่อาจลืมแววตาของเพื่อนมนุษย์ที่อยากได้รับโอกาสอีกสักครั้ง แววตาที่เผยให้เห็นจิตใจในสภาวะที่เปลือยเปล่า แววตาอันบริสุทธิ์ที่ปิดบังความรู้สึกผิดแต่เดิมไว้ไม่อยู่
แรงบันดาลใจจากคนในคุกสู่คนในเมืองแห่งคุกสังสารวัฎ ไม่เห็นว่าความทุกข์มีชนชั้นหรือมีความแตกต่างใดๆ ถ้าอิสรภาพไม่โดนพรากไปจากเรา เราจะเข้าใจได้ถึงการขาดอิสรภาพได้อย่างไร การอยู่ในสถานที่ที่ถูกจำกัดอิสรภาพ ทำให้เราเห็นความแตกต่างระหว่าง การถูกขังทางกาย กับ การถูกขังทางจิต เราจะพบว่า การหลุดพ้นทางจิตนั้นมีค่ามหาศาลเพียงใด เราจะใช้เวลาที่เหลืออยู่อย่างไรสำหรับอิสรภาพทางกายที่เรามี ท้ายสุดแล้ว คนคุกอาจจะเป็น โยคีผู้บำเพ็ญเพียรโดยไม่ตั้งใจ หากเขาสามารถแปรเปลี่ยนความทุกข์เป็นปัญญาได้ คนนอกคุกอาจจะเป็น นักโทษประหารที่ยังไม่รู้ตัวว่าเขาใช้ชีวิตด้วยความประมาทและยึดติดมายา
สุดท้ายขอขอบคุณกลุ่มอาจารย์มหิดลศาลายา และเรือนจำกลางนครปฐม ที่อนุญาตให้เข้าไปเป็นสักขีพยานความทุกข์ร่วมอันศักดิ์สิทธิ์นี้
