ถ้อยแถลงโดย อานัม ทุบเท็น รินโปเช
เรียงเรียงโดย ทีมงานวัชรสิทธา
นี่เป็นโอกาสอันเป็นมงคลอย่างยิ่ง และเป็นสถานการณ์ที่แสดงถึงเหตุปัจจัยดีงามมากมายมาประจวบกัน ดังบทเพลงที่ จิกเม ลิงปะ ได้ถ่ายทอดไว้
วันนี้เป็นวันสิ้นสุดของ Chöd Retreat ตลอดระยะเวลา 5 วันที่เราได้รวมตัวกันปฏิบัติบทสาธนาโทรมาเฉอดของดุดจม ลิงปะ เพียงเท่านี้ก็ถือเป็นสิ่งที่พิเศษอย่างยิ่งสำหรับผมแล้ว เป็นสิ่งที่ผมเองไม่เคยจินตนาการเลยว่าจะเกิดขึ้นได้เมื่อไม่กี่ปีก่อน ในตอนแรก ผมไม่ได้มีภาพที่ชัดเจนนักว่าใครจะมาร่วมรีทรีทครั้งนี้บ้าง เมื่อผมกับวิจักขณ์ น้องชายทางธรรมของผม ตัดสินใจจัดงานนี้ขึ้น ผมรู้เพียงว่าเขาจะต้องมาแน่นอน เพราะเขาเป็นผู้จัด (หัวเราะ) แต่สำหรับคนอื่นๆ ผมแทบไม่มีภาพเลยว่าจะมีใครมาบ้าง กระทั่งเวลาผ่านไป ผมเริ่มได้ยินข่าวว่าเพื่อนบางคนที่ผมเคยรู้จักเมื่อครั้งมาเยือนประเทศไทยก่อนหน้านี้จะมาร่วมด้วย รวมถึงเพื่อนๆ จากมาเลเซีย เกาหลีใต้ ออสเตรเลีย สหรัฐอเมริกา และฮ่องกง ผมค่อยๆ ได้ยินข่าวจากที่ต่างๆ ว่าเพื่อนๆ หลายคนกำลังเดินทางมา ผมรู้สึกตื่นเต้นและยินดีที่จะได้พบพวกคุณหลายคนอีกครั้ง มาถึงวันนี้ การได้เห็นทุกคนมารวมตัวกันที่นี่ และได้ร่วมปฏิบัติภาวนาด้วยกันตลอด 5 วัน จึงเป็นสิ่งที่มีความหมายสำหรับผมเกินกว่าที่จะบรรยายออกมาได้
ดังนั้นจึงเป็นเรื่องที่ดีมากจริงๆ ที่พวกเราได้มาอยู่ที่นี่ นี่เป็นรีทรีทที่ทรงพลังมาก เป็นการรวมตัวอันศักดิ์สิทธิ์และงดงามของเหล่าพี่น้องวัชระ ที่นำความปลื้มปิติอย่างสุดซึ้งมาสู่หัวใจของผม ทุกอย่างผ่านพ้นไปด้วยดีจริงๆ แทบจะไม่อยากเชื่อเลยว่าผมมีกำหนดการจะบินกลับแคลิฟอร์เนียในวันพรุ่งนี้แล้ว ทริปนี้ทั้งหมดเต็มไปด้วยพรอันประเสริฐมากมาย มีธรรมะมากมาย และพรธรรมอันลึกซึ้งมากมายเหลือเกิน ที่ผมไม่อาจแม้แต่จะพูดถึงมันได้ แต่การที่พวกคุณทุกคนมาอยู่ที่นี่ มันเป็นเรื่องที่ดีจริงๆ ผมสัมผัสได้ว่าพวกคุณทุกคนมีความจริงใจต่อธรรมะอย่างยิ่ง ทุกคนทุ่มเทต่อการปฏิบัติในรีทรีทครั้งนี้ นั่นคือสิ่งที่ผมรู้สึก ทุกคนมีความศรัทธาอันแท้จริง พวกคุณแสดงให้เห็นถึงความศรัทธาและการอุทิศตนอย่างสูงสุดต่อพระธรรม ต่อเส้นทางนี้ และต่อสายธรรม ผมจึงมีความประทับใจและตื้นตันใจมาก กับพลังศรัทธาและความเปิดรับของพวกคุณ
ผมอยากให้พวกคุณรู้ประวัติสายธรรมของเราสักเล็กน้อย ทุกๆ สายธรรมในพุทธศาสนาต่างก็มีประวัติศาสตร์ เราอาจอยากรู้ประวัติความเป็นมาทางจิตวิญญาณ เช่นเดียวกับที่ผู้คนต้องการรู้ประวัติศาสตร์ รากเหง้า บรรพบุรุษของตนเอง พวกเราทุกคนต่างมีความปรารถนาที่จะเรียนรู้เกี่ยวกับเส้นทางจิตวิญญาณของเราเอง สายธรรมของเรา ประวัติศาสตร์สายธรรม ใครคือเหล่ามหาสิทธา หรือคุรุอาจารย์แห่งธรรมประเพณีของเรา ผมเติบโตมาในประเพณีนิงมา นิงมาคือสายธรรมของผม ซึ่งเป็นสายธรรมที่เก่าแก่ที่สุดในพุทธศาสนาทิเบต ก่อตั้งโดยคุรุปัทมสัมภาวะ และเยเช โซเกียล และนิงมาก็เป็นเหมือนร่มคันใหญ่ที่มีสายธรรมย่อยๆ มากมาย โดยผมได้รับการฝึกฝนหลักๆ ในสายคาถก และในสายลองเช็น นิงถิก ทว่าผมยังมีความผูกพันและสายสัมพันธ์แน่นแฟ้นมาตั้งแต่เด็กๆ กับสายธรรมหนึ่งซึ่งถือว่าค่อนข้างใหม่ นั่นคือ สายธรรมดุดจม เทอซาร์ ซึ่งก่อตั้งขึ้นโดย ดุดจม ลิงปะ มหาสิทธาผู้ยิ่งใหญ่ในศตวรรษที่ 19 ผู้ซึ่งตื่นรู้ด้วยตนเอง และได้รังสรรค์คำสอนลึกซึ้งไว้มากมาย รวมถึงบทสาธนาบทนี้ เมื่อคุณอ่านบทสาธนานี้ ตามที่บันทึกไว้ในสาธนา ระบุว่า จะมีผู้คนถึงหนึ่งแสนคนบรรลุเป็นมหาสิทธาจากการปฏิบัติสาธนาบทนี้ นั่นหมายความว่าพวกเราทุกคนมีศักยภาพที่จะตื่นรู้ได้ด้วยการฝึกปฏิบัติบทสาธนานี้ในสายธรรมอันน่าอัศจรรย์นี้ ดังนั้นผมจึงมีความผูกพันอย่างลึกซึ้งกับสายธรรมดุดจม เทอซาร์ มาโดยตลอด และความผูกพันนี้ก็ยิ่งเติบโตขึ้นในช่วงสิบปีที่ผ่านมา โดยที่ท่าน ตุลกู จิกเม วังดรัก รินโปเช ผู้สืบทอดรุ่นที่สี่ของดุดจม ลิงปะ ได้ให้การสนับสนุนและให้กำลังใจผมครั้งแล้วครั้งเล่า ให้ผมก้าวเข้าสู่สายธรรมนี้เต็มตัว เป็นผู้สืบทอดสายธรรมนี้ และแบ่งปันสายธรรมนี้ให้แก่ผู้คนอื่นๆ
ท่านให้กำลังใจผมด้วยกุศโลบายอย่างเปี่ยมทักษะยิ่ง บางครั้งท่านก็บอกตรงๆ บางครั้งก็ใช้กุศโลบาย มีอยู่ครั้งหนึ่งท่านขอให้ผมแปลคัมภีร์หนึ่งของดุดจม ลิงปะ ซึ่งมีความยาวถึง 300 หน้า ผมไม่อาจปฏิเสธได้ มันเป็นโครงการที่ใหญ่มาก ผมทำงานร่วมกับคนอีกสองคน ใช้เวลานานมากกว่าจะแปลเสร็จ แต่พอมองย้อนกลับไปในตอนนี้ งานแปลชิ้นนั้นไม่สมบูรณ์เลย เราต้องกลับมาประเมินและปรับปรุงมันอีกครั้ง แต่ผมคิดว่า ตัวงานแปลอาจไม่ใช่ประเด็นหลักเท่ากับการที่ท่านใช้กุศโลบายชี้นำให้ผมได้ศึกษาคัมภีร์ของดุดจม ลิงปะ ผมไม่เคยรู้เลยว่านั่นคือแผนอันชาญฉลาดของท่าน ท่านมีทักษะและปัญญาญาณมาก จากนั้นท่านก็บอกผมว่า “เอาละ ตอนนี้คุณต้องเขียนอรรถกถาอธิบายตันตระอันโด่งดังของ ดุดจม ลิงปะ ที่ชื่อว่า Sharp Vajra Tantra Awareness ผมก็ตอบ ตกลง ทั้งที่จริงๆ แล้วท่านน่าจะขอให้คนอื่นที่มีคุณสมบัติเหมาะสมกว่าผมเยอะแยะ มาเขียนอรรถกถานี้ก็ได้ มีผู้คนที่มีคุณสมบัติเหมาะสมกว่าผมมากมายในฐานะผู้สืบสายธรรมในสายปฏิบัติดุดจม แต่ผมไม่อาจปฏิเสธท่านได้ แม้ว่าผมจะไม่รู้เลยว่าจะเขียนอะไร เพราะผมยังไม่เคยศึกษาคัมภีร์ Sharp Vajra Tantra Awareness ซึ่งถือเป็นคัมภีร์ที่ลึกซึ้งมากของดุดจม ลิงปะ กระนั้นผมก็ไม่อาจปฏิเสธท่านได้ ดังนั้นผมจึงเริ่มเขียนอรรถกถา และต่อมามันได้กลายเป็นหนังสือชื่อ “Voice of the Primordial Buddha” ที่หลายคนในที่นี้คงเคยผ่านตาแล้ว แต่ผมคิดว่าท่านขอให้ผมเขียน ก็เพื่อตัวผมเอง ไม่ใช่เพื่อคนอื่น นั่นคือสิ่งที่ผมคิด เพราะมันทำให้ผมได้ศึกษาความลึกซึ้งแห่งธรรมะของ ดุดจม ลิงปะ อย่างแท้จริง ผมต้องทำงานหนักมาก หนักมากๆ ในการศึกษาใคร่ครวญในทุกๆ บรรทัด
ในขณะเดียวกัน ผมก็รู้สึกว่าตัวเองมีความผูกพันกับดุดจม ลิงปะอยู่แล้ว แต่ความผูกพันและความศรัทธาของผมยิ่งเติบโตแข็งแรงขึ้นเรื่อยๆ จนถึงขั้นที่ผมรู้สึกว่า ตัวเองได้เข้าไปอยู่ในมณฑลแห่งจิตของดุดจม ลิงปะ ผมรู้สึกว่าตนเองได้เข้าถึงจิตของดุดจม ลิงปะและสายธรรมอันศักดิ์สิทธิ์ของท่าน ในที่สุดผมจึงเริ่มสอนธรรมะของดุดจม ลิงปะ เช่น โทรมาสาธนา โทรมาเงินโดร โดฮา และผมรู้สึกมีความสุขมากที่ได้สอนในสายธรรมของท่านด้วยเหตุผลบางประการ ผมมีความสุขอย่างยิ่ง และเชื่อมั่นในความลึกซึ้งของดุดจม ลิงปะ ผมเชื่อมั่นอย่างแท้จริงว่าคำสอนของท่านเปรียบเสมือนน้ำอมฤต เป็นอมฤตธรรมที่สามารถเยียวยาจิตใจและหัวใจของเรา และมอบประสบการณ์แห่งการปลดปล่อยภายในให้แก่เราได้ ดังนั้นผมจึงมีความศรัทธาและความไว้วางใจอย่างยิ่งในสายธรรมดุดจม ลิงปะ ผมรู้สึกว่าผมได้มอบชีวิตและหัวใจของผมให้แก่สายธรรมนี้ เป็นผู้รับใช้สายธรรมนี้ด้วยความเต็มใจ และสอนธรรมในสายธรรมนี้อย่างสุดความสามารถที่มี ด้วยเจตนาอันบริสุทธิ์
ความตั้งใจปณิธานของผมคือ การเป็นสะพานเชื่อม ไม่ใช่การเป็นคุรุ (Guru) จริงๆ แล้วผมไม่ใช่คุรุ พวกคุณก็รู้ว่าผมไม่ใช่คุรุในสายธรรมดุดจม ลิงปะ แต่ความปรารถนาของผมคือการเป็นสะพาน เป็นสะพานเชื่อมระหว่างธรรมะของดุดจม ลิงปะกับพวกคุณ และผู้คนอีกมากมายในอนาคต นั่นคือแรงดลใจของผม และผมรู้สึกดีมากเกี่ยวกับเรื่องนี้ มันแทบจะไม่ได้มาจากความตั้งใจส่วนตัวของผมเองด้วยซ้ำไป แต่ตอนนี้ผมรู้สึกเหมือนสายธรรมกำลังส่งเสริมให้ผมแบ่งปันและสอนธรรมะนี้ ผมรู้สึกว่า สายธรรมดุดจม ลิงปะ ต้องได้รับการนำออกสู่โลกกว้าง ผมรู้สึกว่าควรมีผู้คนเข้าถึงธรรมะและคำสอนของดุดจม ลิงปะ มากขึ้น และสำหรับกระบวนการนั้น ผมเป็นเพียงคนคนเดียว และหลังจากปี ค.ศ. 2030 ผมกำลังคิดที่จะลดกิจกรรมต่างๆ ลง ผมคิดว่าจะไม่เดินทางอีกหลังจากนั้น แต่การคิดว่าจะไม่เดินทางหลังปี 2030 เป็นเรื่องท้าทายสำหรับผมมาก เพราะเมื่อผมมาที่นี่ ผมไม่อาจจินตนาการได้เลยว่าจะไม่กลับมาประเทศไทยอีก แต่เจตนาของผมคือการหยุดเดินทางหลังปี 2030 อยู่บ้าน ใช้ชีวิตที่เรียบง่ายขึ้น อาจจะสอนที่วัดของเราในแคลิฟอร์เนีย ซึ่งอยู่ใกล้บ้านผมมาก ประมาณ 20 นาที และอาจจะเขียนหนังสือหรือสอนผ่าน Zoom แต่จะไม่เดินทางมากมายเหมือนที่เคยทำอีก ผมรู้สึกว่าตัวเองเดินทางเยอะมาก สอนธรรมะมาหลายปี มันเหมือนกับหนูปั่นจักรที่วิ่งอยู่บนลู่วิ่ง ทำสิ่งเดิมๆ โดยไม่ได้ไปไหนไกล หวังว่าคุณจะเข้าใจสิ่งที่ผมสื่อ ผมเริ่มเหนื่อยกับการขึ้นเครื่องบิน การเดินทาง กระเป๋าเดินทาง การต้องเดินทางไปนู่นมานี่ทุกๆ สองสัปดาห์ สอนและพูดสิ่งเดิมๆ คุณจะทำแบบนั้นได้นานแค่ไหน ในที่สุดคุณก็จะเหนื่อยและเบื่อ พวกคุณพอเข้าใจใช่ไหม มันมีความจริงบางอย่างในสิ่งที่ผมพูด แต่ขณะเดียวกัน ผมก็ไม่อยากยึดติดกับอะไรมากเกินไป นั่นอาจเป็นส่วนหนึ่งของความขี้เกียจก็ได้ แน่นอนว่ามันเป็นเรื่องยาก ไม่ใช่การตัดสินใจที่ง่ายเลย ผมไม่อาจจินตนาการถึงการไม่เดินทางได้ แต่ในอีกมุมหนึ่ง ผมรู้สึกว่าหลังปี 2030 ผมควรจะชะลอลง แต่จำไว้นะว่า 60 คือ 40 อีกครั้งใช่ไหม? (หัวเราะ)
มาเข้าสู่ใจความสำคัญกันดีกว่า ผมรู้สึกว่าผมควรจะเชื้อเชิญผู้คนที่ยอดเยี่ยม คนที่มีจิตใจดีอย่างแท้จริง มาสืบทอดสายธรรมนี้และสอน—คนที่ลุ่มลึกในการปฏิบัติพุทธศาสนา มีความอ่อนน้อมถ่อมตน มีจิตใจเมตตากรุณาต่อผู้อื่น และมีความรู้ลึกซึ้งในพุทธศาสนาโดยทั่วไป รวมถึงคำสอนวัชรยาน และยังมีประสบการณ์การปฏิบัติมาอย่างโชกโชน เป็นคนที่จิตใจดี คำนึงถึงประโยชน์และความเป็นอยู่ที่ดีของลูกศิษย์เป็นสำคัญ ผมได้แต่งตั้งผู้สืบสายธรรม (lineage holder) จำนวนน้อยมาก ผมภาวนาและอธิษฐานต่อดุดจม ลิงปะ เพื่อให้แน่ใจว่าผมไม่ได้ทำผิดพลาดในการเลือกผู้สืบทอด เพราะผมไม่ได้มีจิตสัมผัสพิเศษ บางครั้งผมก็ไม่รู้ว่าผมตัดสินใจถูกหรือผิด แต่ผมอธิษฐานและสวดขอการสนับสนุนจากท่านเพื่อให้แน่ใจว่าผมตัดสินใจถูกต้อง ดังนั้นด้วยจิตอธิษฐานและเจตนาที่ดีที่สุด ผมจึงเชิญผู้คนจำนวนน้อยมากให้มาเป็นผู้สืบสายธรรม
ผมรู้จักวิจักขณ์มาเป็นเวลานาน และผมพบว่าเขาเป็นคนที่จิตใจดีมากๆ เป็นมนุษย์ที่ดีอย่างแท้จริง เป็นคนดี มีความเมตตากรุณา นึกถึงผู้อื่น ฉลาดปราดเปรื่อง และไม่มีความเห็นแก่ตัวเลย ผมคิดว่าเขามุ่งหวังประโยชน์และความสุขสูงสุดของลูกศิษย์เสมอ เขาได้สั่งสอนธรรมะด้วยตัวเองมาหลายปีแล้ว ตอนที่ผมพบเขาครั้งแรก เขาเป็นอาจารย์ธรรมะอยู่แล้วแต่เขาไม่เคยบอกผม จนผมได้รู้จักเขามากขึ้น ผมคิดว่าเขาเป็นมนุษย์ที่น่าทึ่งมาก ยิ่งรู้จักก็ยิ่งเห็นความอัศจรรย์ เปรียบเหมือนทองคำบริสุทธิ์ ยิ่งตี ยิ่งเผา ทองคำแท้ก็ยิ่งส่องประกายความเป็นทองคำบริสุทธิ์ยิ่งขึ้น ไม่มีความจอมปลอมเลย เหมือนคำเปรียบเปรยโบราณทางพุทธศาสนาว่า ทองแท้ย่อมเป็นทองแท้
เมื่อเร็วๆ นี้ ก่อนจะเดินทางมาที่นี่ ผมได้ร่วมรับประทานอาหารเย็นกับครอบครัวหนึ่ง ผมได้เชิญชายคนหนึ่งชื่อ เจมส์ บาราซ ซึ่งเป็นอาจารย์พุทธศาสนาชาวอเมริกันรุ่นใหญ่ และเป็นหนึ่งในสภาอาจารย์ขององค์กรใหญ่อย่าง Insight Meditation Society ศูนย์ของพวกเขาชื่อ Spirit Rock ที่ซึ่งบรรดาอาจารย์มักขับรถกอล์ฟจากที่พักไปยังหอประชุม เป็นศูนย์ที่ใหญ่มากๆ เขาและภรรยามาที่วัดของผม เราทานอาหารเย็นด้วยกัน และลูกชายของเขาชื่อ อดัม บาราซ ซึ่งปฏิบัติพุทธศาสนาแบบทิเบตอย่างเข้มข้น เจมส์ก็ไม่ได้หนุ่มแล้ว ผมคิดว่าเขาเริ่มปฏิบัติธรรมมาตั้งแต่ยุค 1960 โน่นแล้ว ตอนนั้นผมบอกพวกเขาว่ากำลังจะเดินทางมาสอนที่ประเทศไทย พวกเขาสงสัยมากว่าใครเป็นคนเชิญผม ผมแค่บอกว่ามีคนเชิญผมไป ผมสันนิษฐานว่าพวกเขาคงไม่รู้จักวิจักขณ์ เพราะตามที่ผมเข้าใจ ไม่น่าจะมีความเชื่อมโยงใดๆ ระหว่างพวกเขากับวิจักขณ์ ผมคาดว่าพวกเขาคงไม่รู้จัก แต่แล้วผมก็พูดขึ้นว่า “มีชายคนหนึ่งชื่อ วิจักขณ์ ที่ประเทศไทย เป็นคนเชิญผม” ทันใดนั้น อดัม ลูกชายของเจมส์—อดัมเป็นคนที่น่าสนใจ เขาไม่ใช่คนที่จะเอ่ยชมใครง่ายๆ นั่นคือสิ่งที่ผมรู้เกี่ยวกับเขา เขาเป็นคนตรงไปตรงมามาก เขาพูดขึ้นว่า “วิจักขณ์เหรอ? คุณรู้จักวิจักขณ์ด้วยเหรอ?” ผมตอบว่า “ใช่ วิจักขณ์” เขาอุทานว่า “โอ้ วิจักขณ์ เขาอเมซิ่งมาก! เขาเป็นคนที่ยอดเยี่ยมและอเมซิ่งมากๆ!” เขาพูดซ้ำๆ “เขาเป็นคนที่อเมซิ่งจริงๆ” ปรากฏว่าอดัมกับวิจักขณ์เคยปฏิบัติร่วมกันมานานมากแล้ว และก็อย่างที่อดัมพูด ผมรู้สึกว่าวิจักขณ์เป็นมนุษย์ที่น่าอัศจรรย์จริงๆ และเขาเป็นอาจารย์ธรรมะที่ยอดเยี่ยมมาก ความเข้าใจธรรมะและความลึกซึ้งในซกเช็นของเขานั้นลึกซึ้งจริงๆ จากที่ผมได้รู้จักเและสัมผัสความลึกซึ้งของเขา เขาเป็นคนยอดเยี่ยม เป็นอาจารย์ธรรมะที่ยอดเยี่ยม และหัวใจของเขาคือโยคีอย่างแท้จริง ผมรู้สึกว่าเขามีวาสนาบารมีและสายสัมพันธ์กรรม รวมถึงมีความเข้าใจอันลึกซึ้งในคำสอนวัชรยาน ไปจนถึงปัญญาญาณสูงสุดแห่งวัชรยาน อย่างอติโยคะ ดังนั้นผมจึงเชิญเขามาเป็น lineage holder ของสายธรรมดุดจม ลิงปะ
จริงๆ แล้วเขาไม่ได้เอ่ยปากขอผมเลย เขาไม่ได้บอกว่า “ช่วยแต่งตั้งผมเป็นผู้สืบสายธรรมดุดจมได้ไหม” เอาจริงๆ เขาไม่เคยขออะไรจากผมเลย จริงๆ แล้วผมเป็นฝ่ายคะยั้นคะยอเขาด้วยซ้ำ ผมคิดว่าเขาไม่ได้ตอบตกลงอยู่นานเลย สองปีก่อนผมบอกว่า “วิจักขณ์ ให้ผมแต่งตั้งคุณเป็นผู้สืบสายธรรมในประเพณีนี้ได้ไหม?” เขาไม่ได้ตอบตกลงในทันที นั่นคือสิ่งที่ผมจำได้ มาครั้งนี้ ผมก็พูดอีกว่า “วิจักขณ์ ผมไม่ได้มีเวลามากนักนะ ผมจะเดินทางกลับในอีก 10 วันแล้ว และไม่รู้ว่าจะได้กลับมาอีกไหม ผมจะแต่งตั้งคุณเป็นผู้สืบสายธรรม ผมคิดว่าคุณควรจะรับ…” ผมค่อนข้างจะเร้าหรือและดื้อดึงนิดหน่อย แต่ไม่ได้ทำด้วยแรงจูงใจที่ผิดเลย ผมเพียงรู้สึกว่าธรรมะของดุดจม ลิงปะ ควรได้รับการเผยแพร่และเข้าถึงได้มากขึ้น
ผมคิดว่าผู้คนจำนวนมากขึ้นควรจะได้ค้นพบธรรมะของดุดจม ลิงปะ ในทุกๆ สถานที่ ทุกๆ วัฒนธรรม ธรรมะของดุดจม ลิงปะ นั้นน่าอัศจรรย์ยิ่ง ดังที่พวกคุณได้ประจักษ์แล้วในรีทรีทตลอด 5 วันที่ผ่านมา ผมเชื่อมั่นว่าพวกคุณได้สัมผัสถึงความประเสริฐและพลังแห่งคำสอนของดุดจม ลิงปะ ผมรู้สึกว่า วิจักขณ์ จะเป็นผู้สืบสายธรรมดุดจมที่ยอดเยี่ยม เพราะเขาเป็นอาจารย์ธรรมะที่ยอดเยี่ยมอยู่แล้ว ผมรู้จักสังฆะของเขาเป็นอย่างดี พวกคุณเป็นสังฆะที่งดงามมาก สังฆะนี้เป็นแรงบันดาลใจมาก ผู้ปฏิบัติในสังฆะของเขาแสดงออกถึงธรรมะที่จริงแท้ ทั้งความถ่อมตน ความเมตตา ความกรุณา และความมีสติ ดังนั้นผมจึงรู้สึกว่า นี่คือช่วงเวลาที่สมบูรณ์แบบในการแต่งตั้งวิจักขณ์อย่างเป็นทางการ ให้เป็นผู้สืบสายธรรม ดุดจม เทอซาร์ เขาได้รับการแต่งตั้ง ได้รับมอบอำนาจธรรม และได้รับคำร้องขอให้สืบทอดและสอนธรรมวัชรยานนี้แก่ผู้ที่มีสายสัมพันธ์ทางธรรม มีเหตุปัจจัยที่เหมาะสมในการเข้าใจและปฏิบัติธรรมะของดุดจม ลิงปะ
ผมจะมอบสิ่งของทางธรรมบางอย่างเพื่อเป็นสัญลักษณ์ในพิธี—ไม่ใช่การสถาปนาอันยิ่งใหญ่ แต่เป็นการมอบหมายภาระหน้าที่อันประเสริฐ ขอให้เขาเป็นผู้สืบสายธรรมดุดจม เทอซาร์ ดังนั้นผมจึงอธิษฐานจิต อัญเชิญคุรุทั้งหลาย โดยเฉพาะเหล่ามหาสิทธาในสายธรรมของเรา เช่น ท่านดุดจม ลิงปะเอง และเหล่าธรรมบาลผู้คุ้มครองทุกท่าน ได้โปรดมาเป็นสักขีพยานในการที่ผม แต่งตั้งวิจักขณ์ พี่น้องทางธรรมที่ยอดเยี่ยมของผม ให้เป็นผู้สืบสายธรรมในประเพณีดุดจม ลิงปะ ผมขอมอบผ้าคาตะผืนนี้ เป็นสัญลักษณ์แห่งสายธรรม ผมขอฝากธรรมะของดุดจม ลิงปะ ขุมทรัพย์แห่งดุดจม ลิงปะ มรดกธรรมและขุมทรัพย์ธรรมนี้ไว้กับคุณ เพื่อที่คุณจะได้นำไปแบ่งปันแก่ผู้อื่นต่อไป นี่คือบทสาธนาโทรมา และนี่คือ เซ็น หรือจีวรผ้าฝ้าย เปรียบเสมือนตราประทับแห่งการแต่งตั้งนี้ ขอบคุณที่รับคำร้องขอจากผม จากนี้ผมจะได้อัญเชิญธรรมบาล ยุงดรุง ชักเซ่ ผู้ปกปักษ์อันทรงพลังและยิ่งใหญ่ ธรรมบาลผู้พิทักษ์ธรรมของหลายๆ คนในบ้านเกิดของผม ผมขอตั้งจิต อัญเชิญท่านให้มาเป็นผู้ปกป้องคุ้มครองคุณ จากอันตรายทั้งปวง และเป็นผู้ช่วยเหลือ เป็นมิตรแท้ของคุณ ในโอกาสนี้ ขอให้ทุกคนร่วมถวายชาแก่เหล่าธรรมบาล
23 กันยายน 2569


