Meditation vs Therapy : ความแตกต่างระหว่าง “ครูภาวนา” กับ “นักบำบัด” 

เรียบเรียงโดย ทีมงานวัชรสิทธา
ภาพประกอบโดย Nakkusu


Meditation Instructor กับ Psychotherapist สองบทบาทนี้อาจดูคล้ายกันในแง่ที่ต่างก็ “รับฟังความทุกข์ของมนุษย์” เหมือนกัน แต่แท้จริงแล้วตั้งอยู่บนฐานคิด เป้าหมาย และวิธีการคนละแบบพอสมควร 

เป้าหมายหลัก

ครูภาวนา – มุ่งชี้ให้ผู้ปฏิบัติ เห็นสภาวะตามความเป็นจริง — เห็นความไม่เที่ยง ความไม่มีตัวตน และธรรมชาติของจิต เป้าหมายไม่ใช่ “การแก้ปัญหา” หรือ “ทำให้รู้สึกดีขึ้น” แต่คือ การตื่นรู้ หรืออย่างน้อย คลายจากการยึดถือ

นักบำบัด – มุ่งช่วยให้บุคคล ใช้ชีวิตได้ดีขึ้นในโลกสมมติ ลดอาการทุกข์ทางจิตใจ เช่น ซึมเศร้า วิตกกังวล บาดแผลทางใจ เป้าหมายคือ การเยียวยาและการปรับตัว ให้ทำงาน มีความรัก และมีความสัมพันธ์ได้ดีขึ้น

มุมมองต่อ “ตัวตน”

ครูภาวนา – มักชี้ตรงไปที่กระบวนการของจิต การตื่นหรือเห็นแจ้งใน “ตัวฉัน” ที่ถูกมองว่าเป็นสิ่งที่ปรากฏชั่วคราว เกิด–ดับ ไม่ควรยึดถือ บางครั้งการ “ปลุกให้ตื่น” อาจท้าทายตัวตนอย่างแรง โดยเฉพาะในสายวัชรยานหรือซกเชน

นักบำบัด – ทำงานโดย ยอมรับว่ามีตัวตนเชิงหน้าที่ (functional ego) ช่วยให้ผู้รับการบำบัดเข้าใจตัวเอง ตั้งขอบเขต สร้างอัตลักษณ์ที่มั่นคงพอจะอยู่กับโลกได้ ไม่มุ่งสลายตัวตน แต่ทำให้ตัวตน “ทำงานได้ดีขึ้น”

วิธีการ

ครูภาวนา

1. การนั่งภาวนา / การรู้สภาวะ

2. การชี้ตรง (pointing-out)

3. การใช้คำสอน อุปมา หรือแม้แต่การเขย่าความเคยชินของจิต

4. บางครั้งใช้ “ความไม่สบายใจ” หรือ “ความทุกข์” เป็นครู

นักบำบัด

1. การพูดคุยอย่างมีโครงสร้าง

2. เทคนิคทางจิตวิทยา (CBT, psychoanalytic, psychodynamic, gestalt ฯลฯ)

3. การสร้างพื้นที่ปลอดภัย

4. การทำงานเป็นขั้นเป็นตอน และมีกรอบจริยธรรมชัดเจน


    ความสัมพันธ์ระหว่างผู้สอน–นักเรียน หรือ ผู้บำบัด-ผู้รับบริการ

    ครูภาวนา – ความสัมพันธ์มักตั้งอยู่บน ศรัทธาและการอุทิศตน ครูอาจไม่จำเป็นต้อง “ปลอบ” แต่ทำหน้าที่สะท้อนสภาวะจริง ในบางสาย ครูคือ “กระจก” ที่ไม่ปรานีปราศรัยต่ออัตตา

    นักบำบัด – ความสัมพันธ์แบบมืออาชีพ มีหลักการ เน้นความเท่าเทียม ความยินยอม และขอบเขตที่ชัดเจน นักบำบัดไม่ใช่ครูทางจิตวิญญาณ ไม่ใช่ผู้มีอำนาจเหนือชีวิตผู้รับการบำบัด และไม่เกี่ยวข้องอะไรกับ “ศรัทธา” 

    ความเสี่ยงและข้อจำกัด

    ครูภาวนา – หากผู้ปฏิบัติยังมีบาดแผลทางใจรุนแรง การชี้ตรงเรื่องอนัตตา หรือความว่าง มีความเสี่ยง อาจกระทบโครงสร้างจิต จนเกิดภาวะ dissociation หรือ spiritual bypassing หากกระทำอย่างไม่มีการเตรียมการหรือทักษะ ข้อความสำคัญก็อาจส่งไม่ถึง แถมยังก่อให้เกิดปฏิกิริยาต่อต้านรุนแรง

    นักบำบัด – อาจช่วยเยียวยาได้ดี แต่ถ้าจำกัดอยู่แค่การ “จัดการอารมณ์” โดยไม่แตะรากของการยึดตน อาจไม่พาผู้คนไปไกลเกินการอยู่รอดอย่างมีฟังก์ชัน

    ความสัมพันธ์ระหว่างสองบทบาท

    ในทางปฏิบัติ ทั้งสองไม่จำเป็นต้องขัดแย้งกัน หลายคนต้องการนักบำบัดก่อน เพื่อให้จิตใจมั่นคง แล้วจึง ภาวนาได้อย่างปลอดภัยและลึกซึ้ง

    นักบำบัดช่วยให้ “ฉัน” ไม่แตกสลายจนกลายเป็นขยะ ครูภาวนาช่วยให้เห็นว่า “ฉัน” ไม่มีอยู่อย่างที่คิด

    สถาบันวัชรสิทธา ก่อตั้งขึ้นเพื่อเป็นพื้นที่ทดลองทางการศึกษา บนพื้นฐานของการภาวนา การใคร่ครวญด้วยใจ และการแลกเปลี่ยนประสบการณ์อย่างเป็นมนุษย์ระหว่างผู้เรียน