“ดูแลม้าลมของเราให้ดี” : การเดินทางของ “Horse Helps Human”

บทความโดย พชร สูงเด่น
ภาพประกอบโดย Nakkusu

อาจารย์ตุล (คมกฤช อุ่ยเต็กเค่ง) กล่าวไว้ในวันมาเยือน Horses Help Humans ศูนย์การเรียนรู้ร่วมกับม้า ที่อำเภอแก่งคอย จังหวัดสระบุรี

‘ม้าลม’ ที่ว่าอ้างอิงถึง lungta จากทิเบต สัญลักษณ์ของพลัง อิสรภาพ และความมีชีวิตชีวา หลายครั้งเมื่อเราเห็นสัญลักษณ์ใด เรามักมองว่านั่นคือภาพสมมติของโลกภายนอก เป็นจุดอ้างอิงถึงสิ่งอื่นที่ไม่ใช่เรา ทว่าอาจารย์ตุลชวนมอง ‘ม้าลม’ ในความหมายของพลังงานภายใน พลังงานลมที่มองไม่เห็นแต่โหมกระพือพลังธาตุอื่นๆ ให้ขับเคลื่อนชีวิตต่อไปได้

เราจักต้องดูแล ‘ม้าลม’ ให้ดี
เพราะวันใดที่ลมหยุดนิ่งไม่ไหวติง ย่อมหมายถึงการดับสิ้นของชีวิต

ภาพ ‘ม้าลม’ บนธงมนตราแบบทิเบตที่แขวนอยู่ในคอก Horses Help Humans ถ่ายโดยอาจารย์ตุล

นอกจากในทิเบตแล้ว ม้ายังปรากฏตัวในอีกหลายวัฒนธรรม ทั้งเป็นสัตว์มงคลในวัฒนธรรมจีนที่สื่อถึงความก้าวหน้า ความสำเร็จรวดเร็ว เป็นสัตว์ในเทพปกรณัมของกรีกโบราณ เพกาซัส ม้าสีขาวมีปีกที่พามนุษย์ไปสู่สวรรค์เบื้องบน หรือเป็นสัตว์ในพิธีกรรมอัศวเมธ (Ashvamedha) พิธีกรรมอินเดียโบราณที่สื่อถึงลมปราณ พลังแห่งชีวิต และแผ่ขยายของอำนาจ 

เป็นเวลาเนิ่นนาน ไม่ว่าจะในความเชื่อใด ม้าไม่เคยเป็นเพียง ‘สัตว์’ แต่เป็นภาพแทนของความรู้สึกบางอย่างที่มนุษย์ต่างที่ทางล้วนสัมผัสได้จากม้า – ความเป็นอิสระเมื่อม้าควบผ่านทุ่งหญ้า ความยิ่งใหญ่ที่สัมผัสได้ผ่านร่างกายกำยำ ความลึกซึ้งถึงพลังชีวิตเมื่อเราได้หายใจใกล้ม้าราวกับได้ยินเสียงชีพจรของโลกเต้นอยู่เบื้องหน้า 

ภาพวาด ‘ม้าไฟ’ (Fire Horse) ประจำปีนักษัตร พ.ศ.2569 ที่ว่ากันว่าเป็นปีแห่งพลังงานสูง ร้อนแรง และการเปลี่ยนแปลงใหญ่

ที่ Horses Help Humans ศูนย์การเรียนรู้ร่วมกับม้า ใช้ศาสตร์ Equine Guided Education (EGE) หรือ Equine Facilitated Learning (EFL) ที่อาจเรียกขานต่างกันไปบ้างตามการประยุกต์ใช้ในโลกตะวันตก หากยังไม่มีแม้คำบัญญัติในภาษาไทยไว้ให้เรียกขาน จนเป็นความท้าทายในการสื่อสารว่าแนวทาง ‘การเรียนรู้ร่วมกับม้า’ นี้คืออะไร

ด้วยความที่ปฏิสัมพันธ์ส่วนใหญ่ในไทยยังคงเป็นม้าที่ใช้ในการขี่ หรือหากไม่ใช่เพื่อสันทนาการและการกีฬา เราอาจเคยได้ยินคำว่า ‘อาชาบำบัด’ กันมาบ้าง 

กระนั้นเอง ปฏิสัมพันธ์กับม้าผ่าน EGE นั้นมุ่งไปที่การเรียนรู้ ไม่ใช่การบำบัด ไม่มีใครต้องได้รับการวินิจฉัยก่อนว่ามีอาการบ่งชี้ทางกายหรือใจได้ให้ต้องแก้ไขหรือรักษา และม้าไม่ใช่เครื่องมือ ไม่ใช่ยานพาหนะ ไม่ใช่ผู้ให้การบำบัด 

การเรียนรู้ทั้งหมดเกิดขึ้นจากเพียงธรรมชาติทั้งหมดที่ม้าเป็น และธรรมชาติแท้จริงของมนุษย์ที่เข้าไปสัมพันธ์กัน ในพื้นที่แห่งนั้น 

ม้าก่อให้เกิดการเรียนรู้ได้อย่างไร และมนุษย์เรียนรู้อะไรผ่านม้า

เราอาจเคยได้ยินถึง Animal-assisted interventions ผ่านสัตว์อย่างสุนัข แมว หรือช้างกันมาบ้าง แต่คุณสมบัติบางอย่างของม้านั้นเอื้อให้เกิดการเรียนรู้ที่มีความเฉพาะตัว ทั้งสิ่งที่ม้าต่างจากมนุษย์ เหมือนมนุษย์ และคล้ายมนุษย์ในสิ่งที่เราอาจหลงลืมไป ในความเป็น:

  • สัตว์เหยื่อ (Prey) ม้ามีความไฮเปอร์เซนซิทีฟ ไวต่อสภาพแวดล้อม ระบบประสาทของม้าถูกออกแบบมาให้รับรู้ถึงความสั่นไหวแม้บางเบาที่สุด
    ไม่ว่าจะเป็นการเคลื่อนไหว ลมหายใจ หรือแม้แต่สภาวะภายในของผู้ที่อยู่ใกล้ ความไวต่อสภาพแวดล้อมนี้เองที่คอยสะท้อนเราได้อย่างตรงไปตรงมา 
  • สัตว์ฝูง (Herd) ม้าพึ่งพาฝูงในการมีชีวิตอยู่รอด และมีชีวิตอย่างมีชีวิตชีวา ม้าจัดวางบทบาทของตนเองในฝูง เรียนรู้ที่จะนำและตามสลับกันไปในแต่ละจังหวะ ไม่ประนีประนอมในความรู้สึกและความต้องการของตนเอง หากในขณะเดียวกันก็หาทางในการดำรงอยู่ร่วมกันได้ การดำรงอยู่ท่ามกลางม้าคือการเรียนรู้ที่จะเป็นส่วนหนึ่งของ ‘ฝูง’ อีกครั้ง หากครั้งนี้ความสัมพันธ์ของเราขึ้นอยู่กับท่าทีที่แท้จริงของเรา หาใช่บทบาท อำนาจ หรือเครื่องมือใดที่เรามี 
  • สัตว์ที่ใช้สัญชาตญาณ (Instinctive) ม้าดำรงอยู่ผ่านสัญชาตญาณที่เชื่อมโยงกายและใจ
    การตอบสนองของเขาไม่ได้ผ่านการคิดวิเคราะห์ แต่เป็นการรู้ที่ร่างกายจดจำได้ทันที
    ความกลัว ความไว้วางใจ ความผ่อนคลาย—ล้วนปรากฏอย่างตรงไปตรงมา
    โดยไม่ถูกกรองหรือบิดเบือน การได้อยู่กับม้า จึงเป็นการชวนมนุษย์กลับมาฟัง “ปัญญาของกาย” ที่มนุษย์ทุกคนล้วนมี ให้กลับมาเป็นเข็มทิศในการดำรงอยู่ของเราอีกครั้ง
ม้าที่อยู่ในสภาพแวดล้อมตามความต้องการพื้นฐาน (3Fs) : มีหญ้า (Forage) ให้แทะเล็มตลอดเวลา, อยู่กับเพื่อน (Friends) และเคลื่อนไหวได้ตามอิสระ (Freedom of Movement)

คุณสมบัติเบื้องต้นทั้งสามของม้านี้เองที่มีทั้งคล้ายและต่างจากมนุษย์ การอยู่กับม้า จึงพาเรา re-member ในความหมายของการ “หวนคืนสู่กลุ่ม” หรือฝูงของเรา พาเรากลับเข้าสู่ธรรมชาติพื้นฐาน ของการเป็นส่วนหนึ่งของระบบนิเวศแห่งความสัมพันธ์ทั้งมวล ประสบการณ์นี้ อาจให้ความรู้สึกเหมือนเราต้องเรียนรู้ภาษาใหม่

ภาษาของกาย—ไม่ใช่คำพูด
ความสั่นไหวที่ซื่อตรงกับใจ—ไม่ใช่การคิด
ความศิโรราบต่อธรรมชาติ—ไม่ใช่การควบคุม

ภาษาที่ดูเหมือนใหม่ แต่แท้จริงแล้วคือภาษาดึกดำบรรพ์ ภาษาธรรมชาติสากลที่เราเพียงแค่ต้อง “re-member” เพื่อกลับมาเป็นส่วนหนึ่งของทั้งหมดอีกครั้ง

และในสายตาที่จ้องมองเราอย่างเอาจริงเอาจัง ความสนใจต่อชีวิตที่อยู่ตรงหน้า ราวกับนั่นคือสิ่งที่สำคัญที่สุดในชีวิตของเขา การดำรงอยู่ที่เต็มเปี่ยม ซื่อตรง ชัดเจน ทั้งหมดนี้พาเรา remember ตัวเราเองอีกครั้ง ว่าแท้จริงแล้ว เรารู้สึกอย่างไร

เมื่อเราไม่ต้องแสร้งเป็นอะไร
นอกไปจากทั้งหมดทั้งมวลของก้อนความรู้สึก
ที่เราเป็น
ในแต่ละชั่วขณะ



ม้าช่วยมนุษย์เสมอมา .. และยิ่งกว่าที่เคย

หนังสือ “Hoof Beats: How Horses Shaped Human History” ฉายภาพให้เห็นว่าตลอดประวัติศาสตร์ที่ผ่านมา ม้าช่วยมนุษย์มายาวนานผ่านการพาเราเดินไปข้างหน้า ข้ามดินแดน ขยายอาณาเขต สร้างอารยธรรม 

ในวันนี้ เมื่อเราไม่จำเป็นต้องพึ่งพาม้า เพื่อการเดินทางในโลกภายนอกอีกต่อไป อาจดูเหมือนความสัมพันธ์นี้ถูกลดทอน เหลือเพียงสัญลักษณ์ หรือกีฬาของคนบางกลุ่ม แต่อันที่จริง เราอาจต้องการม้ามากกว่าที่เคย

ไม่ใช่เพื่อเดินทางไปไกลขึ้นในโลกภายนอก แต่เพื่อกลับมาใกล้ขึ้นในโลกภายใน ไม่ใช่เพื่อทะยานออกไปหาพื้นที่ใหม่ แต่เพื่อกลับมาเชื่อมโยง กับพื้นที่ที่มีอยู่แล้ว ทั้งกับตนเอง และกับสรรพชีวิต

กลับมาสู่กายที่บันทึกปัญญาไว้อย่างแม่นยำ
กลับมาสู่ใจที่เป็นอิสระ ไร้ขอบเบต ฉับพลันในทุกชั่วขณะ
กลับมาสู่ธรรมชาติพื้นฐานของจิตที่เต็มเปี่ยม สมบูรณ์ ไม่แบ่งแยก 

“ดูแลม้าลมของเราให้ดี”

สถาบันวัชรสิทธา ก่อตั้งขึ้นเพื่อเป็นพื้นที่ทดลองทางการศึกษา บนพื้นฐานของการภาวนา การใคร่ครวญด้วยใจ และการแลกเปลี่ยนประสบการณ์อย่างเป็นมนุษย์ระหว่างผู้เรียน