บทความโดย นพดล จันระวัง
เวลาถูกถามว่าเธอปฏิบัติอะไรนั้น ข้าพเจ้ามักจะอึกๆ อักๆ ไม่สามารถตอบได้ชัดเจนว่าปฏิบัติอะไร
ถ้าจะถามว่าข้าพเจ้าปฏิบัติไปเพื่อการใด ในเมื่อบนหนทางของข้าพเจ้านั้นเป็นเส้นทางแห่งธรรมชาติของความว่าง ไม่มีการบรรลุธรรมและไม่มีการไม่บรรลุธรรม แล้วหนทางใดที่ข้าพเจ้ามุ่งตรงไปเล่า
ข้าพเจ้าถือได้ว่าเป็นผู้เริ่มต้นเดินทางในเส้นทางจิตวิญญาณ เป็นนักปฏิบัติที่ยังมีความเข้าใจและความเห็นที่ตื้นเขินยิ่ง เราเป็นเพียงผู้ปฏิบัติผู้เตรียมการ เตรียมการสำหรับการเดินทางที่ยาวไกล ต้องออกเดินทางที่ยาวนานอีกเท่าไหร่ไม่ทราบได้
การเข้าร่วมภาวนาแบบกลุ่มเป็นส่วนหนึ่งของการปฎิบัติเพื่อเตรียมการของข้าพเจ้า เป็นความเอาจริงเอาจังในการนั่งและเดินภาวนาท่ามกลางกลุ่ม ท่ามกลางสังฆะ ท่ามกลางครู เป็นโอกาสที่ใกล้ชิดกับคำสอนและสายธรรม การปลีกวิเวกเพื่อภาวนาเดี่ยวก็เป็นอีกกิจหนึ่งที่ข้าพเจ้าได้เตรียมการสำหรับการเดินทางอันยาวไกลของตัวเอง
ปลายปีนี้มีโอกาสและอิสรภาพเพียงพอที่จะเข้าร่วมภาวนากลุ่มกับสังฆะมหายานของวัชรสิทธา และรีทรีทเดี่ยวที่มิลาเรปะรีทรีท หัวหิน ข้าพเจ้าเองได้ร่วมภาวนากลุ่มกับวัชรสิทธามาหลายหน ข้าพเจ้าพบว่าแต่ละครั้งของการร่วมภาวนากลุ่ม การภาวนาไม่เคยเป็นอย่างที่คาดคิดหรือประมาณการเลย
ตารางการปฏิบัติครั้งนี้ถูกกำหนดขึ้นมาต่างจากครั้งก่อน ๆ ตั้งแต่การเริ่มภาวนาตั้งแต่เช้ามืด ยาวไปถึงดึก ปรับเวลาการภาวนาแต่ละครั้ง จากครั้งละ 45 นาที เปลี่ยนเป็น 30 นาที เดินภาวนา 15 นาที จากเดินปกติเปลี่ยนมาเป็นการเดินภาวนาแบบช้าๆ 5 นาทีและอีก 10 นาทีเป็นเดินภาวนาแบบเร็ว กิจกรรมแต่ละวันมีช่วงการทำสวน ช่วงการทำงานบ้านที่ถูกกำหนดในตารางเป็นส่วนหนึ่งของการภาวนาอย่างชัดเจน ช่วงการพักถูกจำกัดแคบลงแทบจะหาเวลาเพื่อพะเน้าพะนออัตตาของตัวเองได้ยากยิ่ง การปฏิบัติถูกกำหนดแม้แต่เรื่องการทานอาหาร ถูกลดทอนความเป็นส่วนตัวลง จัดให้การทานอาหารร่วมกัน ไปด้วยกัน เป็นการทานอาหารแบบโอริยากิที่เป็นการทานอาหารที่มีการเชื่อมโยงชีวิตประจำวันกับการปฏิบัติทางจิตวิญญาณให้เป็นเนื้อเดียวกันมาเป็นวิถีของการทานอาหารครั้งนี้อย่างจริงจัง
ความโกลาหลปั่นป่วนของสภาวะภายในของตัวเองเมื่อมาปะทะสังสรรค์กับการภาวนากลุ่มนั้น แต่ละคนก็มีกันนับไม่ถ้วนและก็แตกต่างกันไปตามคุณลักษณะของแต่ละคน ความปั่นป่วนเฉพาะของข้าพเจ้านั้นมีตั้งแต่อากาศที่หนาวเย็นยะเยือกผิดปกติของหัวหิน ร่างกายของข้าพเจ้าไม่ได้ทนทานความหนาวเย็นได้จึงทรมานและได้รับผลกระทบหลายประการ นั่นสร้างความปั่นป่วนสับสนให้กับข้าพเจ้าที่ต้องทั้งปรับ ต้องลด ต้องงด หลายกิจกรรมส่วนตัวที่ไม่สอดคล้องกับอากาศและตารางการปฏิบัติ การรับประทานอาหารแบบโอริยากิ นั้นก็เรียกร้องให้กระบวนการทานอาหารต้องตระหนักถึงเพื่อนในกลุ่มอย่างไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ อยู่กับอาหารที่อยู่ตรงหน้า อยู่กับกลุ่ม อยู่กับการเคี้ยวกลืน ไม่แยกขาดตัวเองกับกลุ่ม นั่นก็นับเป็นสิ่งที่ป่วนป่วนท้าทายสติและการตระหนักรู้ของตัวเองอย่างยิ่ง แม้แต่การทำสวนที่ต้องใช้แรงกายอย่างจริงจังนั้นก็นับเป็นความปั่นป่วนให้ข้าพเจ้าในการจับจอบ จับเสียม อุปกรณ์ทำสวนในการปะทะกับหญ้าอันรกชัฏ
ข้าพเจ้าผู้มีท่าทีต่อการภาวนาไม่ต่างจากการใช้ชีวิตปกติ หวังไว้ว่าทุกอย่างจะราบรื่นและไปด้วยดี จึงสัมพันธ์ด้วยท่าทีเช่นนี้ ผ่านไปแค่สองวันแรก ภายในของข้าพเจ้า และร่างกายของข้าพเจ้าต่างต่อต้านขัดขืนส่งเสียงผ่านร่างกายที่เจ็บปวด ความกระวนกระวายใจ อาการปวดของเอวด้านซ้ายก็ปรากฏขึ้นมากขึ้น ๆ เด่นชัดเจน พร้อมกับเสียงในหัวของความไม่พอใจที่ดังขึ้น ๆ ไม่ยอมให้ความร่วมมือกับความตั้งใจและมุ่งมั่นการมาภาวนาครั้งนี้ ข้าพเจ้ากลายเป็นพื้นที่สงคราม สงครามระหว่างตัวเองกับทุกสิ่งทุกอย่างที่กำลังดำรงอยู่ ณ ตอนนี้ ตัวเองผู้พยายามที่จะตั้งใจยิ่ง เริ่มขวัญหนีดีฝ่อ ตกใจและฉงนใจกับสิ่งที่เกิดขึ้นกับตัวเอง ความสับสนก่อตัวขึ้นเงียบๆ ในหัวตั้งคำถามกับสงครามของร่างกายและจิตของตัวเองที่เริ่มสู้กันเองภายใน ข้าพเจ้าก่อสงครามกับตัวเอง สงครามกับรูปแบบของการภาวนากลุ่ม สงครามกับทุกสิ่งที่ดูไม่สอดคล้องกับตัวเอง วันนั้นทั้งวันข้าพเจ้าทำสงครามกับตัวเอง ปราบปรามความไม่สงบสุข ความไม่ลงรอยของตัวเอง ให้สงบราบคาบ ข้าพเจ้าเข้าๆ ออก ๆ ระหว่างพื้นที่สงคราม บางขณะกลับมาเชื่อมโยงกับร่างกายและลมหายใจของตัวเอง ได้อยู่กับพื้นที่ อยู่กับพลังงานของการปฏิบัติที่เรียบง่ายตรงไปตรงมา อยู่กับคำสอน เป็นสถานการณ์ที่ข้าพเจ้าไม่อาจหนีไปหาหน้าจอโทรศัพท์ หนีเข้าไปหาการงาน หรือ ความวุ่นวายใดๆ ที่จะดึงความสนใจจากความปั่นป่วนนี้ ข้าพเจ้าอยู่กับความปั่นป่วนจนหมดวัน ในช่วงการล้มตัวลงนอนของข้าพเจ้า ในความอ่อนล้าของร่างกายและจิตใจ จังหวะของการปล่อยที่ไม่สนใจสิ่งใด ๆ ข้าพเจ้าจึงได้ตระหนักถึงพื้นที่สงครามของข้าพเจ้านั้น ข้าพเจ้าไม่จำเป็นต้องทำอะไรทั้งสิ้น สงครามที่ไม่มีอยู่จริง รับรู้สงครามที่ข้าพเจ้าสร้างขึ้นมาเพื่อสู้รบนั้น ข้าพเจ้าสร้างขึ้นมาด้วยตนเอง ข้าพเจ้าผู้คาดหวังถึงความเป็นปกติของรูปแบบการภาวนาที่สร้างขึ้นมาในอากาศ ข้าพเจ้าผู้ไม่เคยอยู่ที่ไหนเลย ผู้ติดกับสิ่งที่อยู่ในหัวตลอดเวลา มีภาพบางอย่างที่กำหนดขึ้นไว้ในอุดมคติของตัวเอง ข้าพเจ้าตระหนักถึงตัวเองผู้ที่พยายามจะจัดการทุกสิ่งทุกอย่างตามการสร้างของความคิดตัวเอง ข้าพเจ้าผู้ไม่เคยอยู่ไหนเลยจริงๆ นอกจากเสียงในหัว ผู้ไม่ยอมอยู่กับสภาวะใดๆ ที่เกิดขึ้นมาของตัวเอง ข้าพเจ้าตระหนักและมองเห็นสิ่งที่กำลังเคลื่อนอยู่ภายใน นี่คือความคลี่คลายความวุ่นวายสับสนของข้าพเจ้า ข้าพเจ้าได้ยุติสงครามกับตัวเองและกลับไปอยู่กับคำสอน สายธรรม การปฏิบัติและพื้นที่ได้เต็มที่มากขึ้น
ใน “บทเพลงแห่งไม้เท้า” ของมิลาเรปะ ได้กล่าวถึง “ทุ่งแห่งความปรารถนา” ซึ่งประกอบด้วยอัตตา อวิชชา กิเลส ตัณหา และความก้าวร้าว หากปราศจากฐานในการทำงานด้วย ก็จะไม่มีแรงบันดาลใจ ภายในฐานของความปรารถนาเหล่านั้น การรับรู้ถึงความปรารถนาเหล่านั้นถือเป็นปุ๋ย เธอทั้งไม่ปฏิเสธและไม่ยอมรับ แต่เธอเห็นความเปลือยเปล่าของความปรารถนาเหล่านี้ กระบวนการหรือการกระทำนี้เองจะกลายเป็นปุ๋ย
แม้ว่าข้าพเจ้าจะผ่านประสบการณ์สงครามที่ก่อขึ้นมาครั้งแล้วครั้งเล่า ข้าพเจ้าก็ยังคงดำเนินการก่อสงครามยิบย่อยอยู่ตลอดเวลาในทุกจังหวะและโอกาสที่ข้าพเจ้าเดินเข้าไปในทุ่งของความปรารถนาของมิลาเรปะ ไม่รับรู้ความเป็นปุ๋ย ไม่มองเห็นสิ่งต่างๆ ที่เกิดขึ้นกับตัวเอง มีสิ่งเดียวที่ข้าพเจ้ากระทำคือการเข้าไปมองหาอะไรบางอย่างที่รู้สึกขาดหายบกพร่องหรือทำตกหล่นไป
การปฏิบัติในช่วง 13 วันของการภาวนาเดี่ยวหลังภาวนากลุ่มนั้น ข้าพเจ้ารับรู้ถึงความโดดเดี่ยวของการเดินทาง ไปพ้นจากสายตาอันอบอุ่นของครูและเพื่อนในสังฆะ เป็นการล่องเรือลำเล็กท่ามกลางมหาสมุทรสังสารวัฏแต่เพียงลำพัง หนทางข้างหน้านั้นช่างเปิดและกว้างใหญ่ไพศาล เวิ้งว้างยิ่ง ไม่มีใครให้สบตา เป็นการถูกทิ้งให้อยู่เพียงลำพังอย่างแท้จริง
การปฏิบัติในการภาวนากลุ่มนั้น เป็นทั้งการเตรียมการและการปฏิบัติให้กับการภาวนาเดี่ยวเป็นอย่างยิ่ง ข้าพเจ้าสมาทานรับเอาการภาวนาทองเลนเป็นหลักในการปฏิบัติตลอดรีทรีทเดี่ยวครั้งนี้ หายใจเอาทุกสิ่งทุกอย่างเข้ามาสู่ร่างกาย เปิดรับทุกสรรพสิ่ง เปิดรับทุกสภาวะ หายใจออกเป็นความบริสุทธิ์ใสกระจ่าง เปิดรับสภาวะต่าง ๆ ที่ผุดพรายขึ้นมาท่ามกลางการสวดมนต์ การภาวนา การท่องมนตราและระลึกถึงคำสอนของครูและสายธรรม เปิดรับอารมณ์ ความรู้สึก ความนึกคิด ต่างๆ โดยไม่หลบเลี่ยง นี่คือปณิธานของข้าพเจ้าที่ตั้งไว้
นี่คือสิ่งที่ข้าพเจ้าปฏิบัติตลอดที่อยู่ในรีทรีทเดี่ยว ข้าพเจ้าทั้งเข้มงวด แข็งขัน จริงจังกับตารางการปฏิบัติ ข้าพเจ้ายึดสิ่งนี้เป็นสรณะยิ่งกว่าสิ่งใด ประหนึ่งเป็นหางเสือนำทางชีวิตของการปลีกวิเวกนี้
วันหนึ่งขณะที่ข้าพเจ้านั่งภาวนาในท้าย ๆ ของเวลาที่ตั้งไว้ 30 นาที ท้องใส้ของข้าพเจ้าเริ่มปั่นป่วน การดื่มน้ำในช่วงพักเที่ยงของข้าพเจ้าโดยระมัดระวัง กลายเป็นอุปสรรคของข้าพเจ้าต่อการเข้าใกล้ครู การปวดปัสสาวะเริ่มหนักขึ้นๆ ข้าพเจ้าแอบนึกไม่พอใจในความไม่ระมัดระวังละเอียดรอบคอบของตัวเอง ปลุกปลอบใจตัวเองว่าข้าพเจ้าจะสามารถผ่านช่วงเวลาเช่นนี้ไปได้ เวลาในการนั่งน่าจะเหลือไม่มาก แต่ดูเหมือนยิ่งข้าพเจ้าบอกตัวเองให้รอคอย ร่างกายก็ยิ่งไม่ฟังเสียงที่ปลุกปลอบร่างกายเพื่อให้ตัวข้าพเจ้าบรรลุเป้าหมายในการนั่งได้เหมือนเช่นทุกครั้ง ข้าพเจ้ากลับมาสู่ลมหายใจ กลับมาสู่ร่างกาย แต่ร่างกายก็เรียกร้องให้ข้าพเจ้าสนใจที่รุนแรงและเข้มข้นขึ้น และสุดท้ายข้าพเจ้าก็ฟังเสียงร่างกาย ข้าพเจ้ายินดีที่จะวางเป้าหมายที่ตั้งไว้แม้ว่าจะเหลือเวลาไม่นาน ข้าพเจ้าค่อย ๆ ลุกขึ้นออกจากเบาะภาวนา ด้วยอาการปกติธรรมดา ไม่ได้พิเศษ ไม่ได้คาดหวัง ไม่ได้รู้สึกสูญเสียใดๆ ข้าพเจ้าเพียงแค่ลุกขึ้นเดินไปปัสสาวะ เบาๆ เงียบๆ สภาวะ ณ ตอนนั้น ข้าพเจ้ารับรู้ได้ถึงประสบการณ์ของความเมตตาและความกรุณาอันละเอียดอ่อนประณีตในตัวเอง
หลังเหตุการณ์นี้ ข้าพเจ้าก็กลับมาภาวนาเป็นกิจวัตรทุกวันตั้งแต่ตี 5 ครึ่ง ถึงค่ำคืน 2 ทุ่มครึ่ง วันละอย่างน้อย 10 ชั่วโมง ไปเรื่อยๆ ด้วยความปกติ ทุกอย่างไปได้ดีในรูปแบบที่คุ้นเคย เข้าที่เข้าทางตามตารางอย่างสมบูรณ์ ข้าพเจ้ามีความภาคภูมิใจและอิ่มใจยิ่งในวัตรปฏิบัติของตัวเอง แต่แล้วในช่วงวันหลังๆ ข้าพเจ้าเริ่มรับรู้ถึงความตึงเครียดของร่างกายและจิตใจของตัวเอง ร่างกายเริ่มแสดงออกผ่านการปวดขมับ และเริ่มเห็นอาการการรับรู้ความรู้สึกออกทางหน้าผากที่มีความหน่วงๆ เกิดขึ้นบ่อยครั้งมากขึ้น ข้าพเจ้าสูดความรู้สึกต่างๆ เข้าสู่ร่างกาย เอาความหน่วง ความปวดหัว พาตัวเองให้ผ่อนคลาย พาตัวเองกลับลงมาสู่ช่องท้อง กลับมาสู่ผืนดิน แต่เหมือนร่างกายและสมองของข้าพเจ้ามันเหมือนยิ่งทำงานหนักมากขึ้น ข้าพเจ้าค่อยๆ ประคับประคองตัวเอง ซ่อนความพยายามบางอย่างไว้ไม่ให้ตัวเองเห็น จนถึงการภาวนาช่วงกลางคืน จังหวะการลุกขึ้นในท่ามกลางความมืดในกระท่อมกลางป่านั้น ร่างกายก็เกิดอาการหน้ามืด ข้าพเจ้านั่งลง และค่อยๆ เอนตัวลงพักอยู่พักหนึ่ง พออาการค่อยดีขึ้น จึงค่อยๆ พาตัวเองออกจากกระท่อมเพื่อเดินภาวนารอบกระท่อมเหมือนเช่นปกติอีกประมาณ 20 นาที รอบแรกค่อยๆพาตัวเองไปได้ รอบที่สองนั้นเองที่จู่ ๆร่างกายข้าพเจ้าก็วูบดับลงไปทรุดกับพื้น ข้าพเจ้ารวบรวมสติ ค่อยๆ พาตัวเองกลับมานอนในที่นอน ข้าพเจ้านอนอยู่อย่างนั้นในความมืดจนรุ่งเช้า เป็นค่ำคืนของการอยู่กับการหยุดชะงักของร่างกายที่ไม่ยอมตอบสนองความตั้งใจของตัวเอง ข้าพเจ้าตระหนักได้ว่าอยู่เพียงลำพังทางกายภาพอย่างแท้จริง โมงยามนี้ข้าพเจ้าไม่มีใครเลย ทุกสิ่งที่เกิดขึ้นคือความรับผิดชอบของตัวเอง เป็นความรับผิดชอบตัวเองอย่างสมบูรณ์แบบ ไม่มีครู ไม่มีใครมาบอก มาแนะนำว่า ข้าพเจ้าควรจะทำเช่นใดต่อไป การตระหนักรู้และใคร่ครวญถึงสิ่งที่เกิดขึ้นกับตัวเองอย่างตรงๆ มองเห็นสถานการณ์เฉพาะของตัวเอง ข้าพเจ้าได้ประสบกับความรวนเรของร่างกายซึ่งนี่เป็นเหตุให้ข้าพเจ้าได้สติกลับมาหาร่างกายและจิตของตัวเองอีกครั้งหนึ่ง ในโมงยามแห่งการตระหนักรู้และใคร่ครวญนี้
รุ่งขึ้นข้าพเจ้าหยุดพักการภาวนาในรูปแบบ พาร่างกายและจิตพัก ผ่อนคลาย คอยสังเกตร่างกาย ไม่ทำสิ่งใดๆ ข้าพเจ้ากลับมาสู่ตัวเอง ณ จุดตอนนี้จริง ๆ ร่างกายที่อ่อนแอ ข้าพเจ้ายินดีที่จะอยู่กับสภาวะนี้ด้วยความเรียบง่าย ตรงไปตรงมา ไม่ซับซ้อน เบาๆ สบายๆ นิ่มนวล อ่อนโยน เปิดรับ ไม่รู้สึกว่าเส้นทางการปฏิบัติหยุดชะงัก ข้าพเจ้ายังคงอยู่กับการปฏิบัติ ยังคงอยู่บนเส้นทาง ยังคงรู้สึกถึงการโอบอุ้มจากครูบาอาจารย์และมีอบอุ่นใจยิ่งนัก มองเห็นสถานการณ์ในทุ่งแห่งความปรารถนาของมิลาเรปะนี้เป็นปุ๋ยที่ถูกหยิบยื่นให้ผ่านอัตตา ผ่านอวิชชา ผ่านกิเลส ตัณหา และความก้าวร้าวอย่างเจาะจง ปุ๋ยในการหว่านเมล็ดแห่งการค้นพบโพธิในตัวเอง ปุ๋ยที่สร้างการตื่นรู้ให้กับตัวเอง ข้าพเจ้าผู้เตรียมการสถานการณ์กรรมให้กับตัวเองและข้าพเจ้าเองก็เป็นผู้ปฏิบัติในการตื่นรู้ในสถานการณ์ของตัวเอง ข้าพเจ้าหวนคิดถึงคำสอนของเชอเกียม ตรุงปะ รินโปเชว่า
“การรับรู้ความจริงของความตายและความทุกข์ของโลกแห่งสังสารวัฏ ถือเป็นการปฏิบัติและการเตรียมการ เมื่อค้นพบทุกข์นี้แล้ว สถานการณ์กรรมของเธอก็กลายเป็นสิ่งที่อธิบายตนเองได้ ความมั่นคงในคำสอนและการรับคำสอนกลายเป็นสิ่งที่จริงจังมากขึ้น เธอเริ่มค้นพบว่าตัวเธอเป็นพุทธะในตัวเอง การค้นพบธรรมชาติของพุทธะคือการงอกของเมล็ดพันธุ์ ที่มิลาเรปะเรียกว่า “จิตไม่สับสน” สถานการณ์ที่เราอยู่ ณ จุดนี้เป็นเครื่องยืนยันว่าการแสวงหาคำสอนของเรามาถูกทาง”
