บทความโดย มุทิตา
ภาพประกอบโดย Nakkusu
“ร่างกายคือ…ครูใหญ่”
ตัดสินใจใช้คำนี้เป็นข้อสรุป ท่ามกลางคำมากมายที่ผุดขึ้นในหัว เช่น
ความศักดิ์สิทธิ์
สิ่งมหัศจรรย์
จักรวาลลี้ลับ
กล่องสมบัติ
เพื่อนยาก
ปัญญาญาณ
ฯลฯ
ความเป็นครูใหญ่ของร่างกายนั้น เราคุ้นเคยกันอยู่ในทางการแพทย์ ร่างกายไม่ว่าจะมีชีวิตหรือไร้ชีวิต ล้วนให้อะไรมากมายกับนักเรียนแพทย์ อาจารย์แพทย์ วงการวิทยาศาสตร์การแพทย์
ในทางจิตวิญญาณ ร่างกายเป็น ‘ฐาน’ ที่เราทั้งหมดมีเสมอกัน ไม่ว่าจะครบสมบูรณ์หรือไม่ ไม่ว่าจะสวยงามหรือไม่ แต่เราล้วนมองข้าม เราสัมพันธ์กับร่างกายเพียงในแง่ของฟังก์ชัน บางคนอาจหันดูจริงจังก็ต่อเมื่อมี ‘ความผิดปกติ’ เกิดขึ้น จากนั้นก็กระโจนเข้าสู่หนทางของการพยายามจัดการแก้ ‘ปัญหา’
Somatic meditation เป็นการภาวนาที่สัมพันธ์ตรงกับร่างกาย กลับมาหาสิ่งพื้นฐานที่สุด คีย์ของมันคือ การอยู่ตรงนั้นและฟังทุกสิ่งทุกอย่างที่ไปพ้นความคิด เพื่อ unlock สิ่งติดขัด กั้นขวางต่างๆ ทั้งที่เรารู้และไม่รู้
อันที่จริงเราจะมองการทำงานกับร่างกายเช่นนี้เป็นเครื่องมือในการเยียวยาพลังงานที่ติดขัดตกค้างอยู่ภายในก็ได้ เพื่อเราจะใช้ชีวิตได้ดีขึ้น flow ขึ้น หรือจะมองในระดับ ‘ครูใหญ่ผู้สอนธรรมะ’ ให้แก่เราก็ได้ ซึ่งการมองในแง่หลังทำให้การเรียนรู้ยิ่งเปิดออกสุดลูกหูลูกตา ทั้งที่ร่างกายก็มีเท่านี้ อยู่แค่ตรงนี้นี่แหละ หรือบางทีเราอาจไม่จำเป็นต้องเลือกทางใดทางหนึ่งเพราะหนทางทั้งหลายแท้จริงแล้วล้วนเป็นหนทางเดียวกัน
กุญแจสำคัญคือ การอยู่ตรงนั้นและฟังทุกอย่าง วลีนี้เราได้ยินนับครั้งไม่ถ้วนจนแทบหาความหมายแท้จริงไม่ได้ แต่การปฏิบัติหรือการนั่งลงภาวนาได้ทำให้คำกลวงเปล่านั้นมีความหมายในทุกตัวอักษร
เริ่มแรก เราจำเป็นต้องวางความคุ้นเคยในการปฏิบัติภาวนาแบบเดิมของการเห็นว่าจิตและกายแยกจากกัน และโดยเฉพาะจิตนั้นอยู่เหนือกาย เดิมทีเรามีมีลิสต์มากมายที่ต้องฝึกฝนจิตและกายเพื่อเดินสู่เส้นทางของความสงบหรือกระทั่งหลุดพ้น ขณะที่ Somatic meditation กลับหัวกลับหางจากลักษณะ top-down ดังกล่าว เป็น bottom-up กลายเป็นว่า เราแค่นั่งภาวนากับลมหายใจเพื่อใช้ลมหายใจในการสำรวจตรวจตราร่างกายในจุดต่างๆ อย่างซื่อตรง เปิดรับความเป็นไปได้ทั้งปวง ไม่พกพาการตัดสิน ความเฉลียวฉลาด หรือเป้าหมายใดๆ ไปด้วยเลย
มันอาจคล้ายความรู้สึกของ ‘เด็กน้อยไร้เดียงสา’ ผู้ไม่มีความคาดหวังที่จะจัดการ แก้ไข บรรลุ และไม่มีความหวาดกลัวที่จะเผชิญสิ่งซึ่งไม่รู้หรือ unknown คุณสมบัติของเด็กน้อยไร้เดียงสานั้นเปี่ยมไปด้วยความเปิดกว้าง, curiosity หรือความใคร่รู้ และไม่มีความเหนือกว่า
การสำรวจนั้นกระทำอย่างช้าๆ ละเอียด อ่อนโยน มีเทคนิคมากมายที่อาจช่วยให้เราเริ่มต้นฝึกฝน ทำความคุ้นเคยกับการสำรวจร่างกาย เช่น 10 points meditation, 3 flows breathing
โดยภาพรวม เราอยู่และสังเกตร่างกายแบบเรียบง่าย ไม่ตีความ ไม่มีอะไรให้ต้องเข้าใจหรือไม่เข้าใจ สังเกต sensation ที่เกิดขึ้น มีตรงไหนที่หด เกร็ง เจ็บ ปวด สั่น ฯลฯ หรือมันอาจมาในรูปของอารมณ์ไม่ว่าเศร้า ก้าวร้าว ท่วมท้น ฯลฯ รับรู้ประสบการณ์ตรงที่เกิดขึ้น แล้วอยู่ตรงนั้น
เวลาอ่านคำว่า ‘อยู่ตรงนั้น’ มันคล้ายจะเป็นประโยคคำสั่ง หรือเป็นลิสต์ที่กำหนดให้ต้องทำ แต่ในการปฏิบัติหาเป็นเช่นนั้นไม่ มันเป็นความเต็มใจที่อาศัยปัจจัยสำคัญอย่างเดียวคือ ความกล้าหาญ ความกล้าหาญในที่นี้ไม่ใช่คำใหญ่โตอะไร ไม่ใช่ความกล้าหาญแบบมุทะลุ เอาชนะ แข็ง ต้องใช้พละกำลังเยอะ แต่เป็นความกล้าหาญที่นิ่งและอ่อนโยนที่จะเผชิญกับทุกสิ่งที่เผยแสดงขึ้น อาจแทนด้วยคำรูปธรรมว่า “ไม่เป็นไร” “ไม่มีอะไรต้องกลัว” ราวกับคำอนุญาตของมิตรผู้ใจดี หรือในอีกแง่ เรากลายเป็นเซฟโซนให้ตัวเราเอง
เมื่อเราปล่อยจากความคิด ปล่อยจากตัวตนที่แข็งตัว และก้าวเดินไปกับข้อความอันซื่อตรงที่ร่างกายหยิบยื่นให้ ความรักความกรุณาก็ผุดขึ้นไปพร้อมกัน นี่มิใช่คำโฆษณาลอยๆ ผู้คนสัมผัสได้เมื่อลงมือปฏิบัติ ซึ่งจะว่าไปก็ไม่น่าแปลกใจเพราะกระบวนการทั้งหมดในการเข้าหาร่างกาย ท่าทีอันอ่อนโยนที่เราใช้สำรวจ นั่นคือความรักความกรุณาโดยตัวเอง และในคำสอนของพุทธศาสนายืนยันว่านี่คือสิ่งพื้นฐานที่มีอยู่ในทุกชีวิต
ประสบการณ์ของการสื่อสารกับร่างกาย ทำให้พบว่าสิ่งต่างๆ ไม่น่ากลัวอย่างที่คิด , แม้(คิดว่า)อัปลักษณ์ก็ไม่เป็นปัญหา, บางอย่างเราเองก็ไม่คิดว่ามีอยู่หากร่างกายไม่บอก ที่สำคัญคือ ทุกสิ่งไม่คงที่ตายตัว เพียงเราเผชิญหน้ากับสิ่งนั้นอย่างอ่อนโยน ไม่มากก็น้อยเราจะพบการเคลื่อน คลี่ หรือกระทั่ง shift ซึ่งปรากฏการณ์เช่นนี้ความคิดไม่อาจพาเราไปถึง ความคิดมักจูงมือเราไปต่อเรื่อยๆ ตามแต่กลไกของอัตตาจะนำพา บ้างเดินไปสู่ทุกข์ลึกกว่าเดิม บ้างเดินสะเปะสะปะ หรือแม้กระทั่งเมื่อเห็นว่าได้คิดใคร่ครวญจนสิ้นกระแสความ ได้ข้อสรุปการแก้ปัญหาแล้ว บางทีข้างในลึกๆ กลับแหว่งวิ่นเช่นเดิมหรือหนักกว่าเดิม ส่วนร่างกายนั้นทำงานตรงกันข้าม มันดิบ ตรง ไม่สนใจตัวตนอันเฉลียวฉลาดในการให้เหตุผลของเรา ไม่สนใจผลลัพธ์ว่าเราจะจัดการความทุกข์นั้นอย่างไรในชีวิตจริง ต้องการเพียงแค่ขอให้เราออกสำรวจอย่างเปลือยเปล่า มองเห็น รับรู้ มี awareness อยู่ใน space อันยากลำบากนั้นด้วยความรักความกรุณา เพียงเท่านั้นจุดติดขัดภายในก็คลี่ออก หรือเปลี่ยนแปลง
ทั้งหมดนี้มิได้ประสงค์จะด้อยค่าต่อความคิด หรือยกย่องร่างกายอย่างเลิศหรู อัตตาหรือความคิดที่พาเราถลำลึกลงไปในทุกข์เรื่อยๆ นั้นก็น่าสนใจและสำคัญ แต่เราไม่อาจละทิ้งอีกช่องทางที่ดิบตรงและจำเป็นต้องได้รับการดูแล ปลดปล่อย อีกทั้งมันยังเป็น ‘จักรวาล’ ให้เราได้เรียนรู้สิ่งซึ่งไม่รู้อีกไพศาล เป็นร่างกายของเราที่เราเองไม่อาจบงการควบคุม เป็นส่วนที่ซื่อตรงที่สุดที่เรากลับมาหาได้ตลอดเวลา ดังที่ใครบางคนกล่าวไว้ว่า somatic meditation ไม่ใช่เพียงการภาวนาบนเบาะหรือในห้องเรียนแต่มันคือชีวิตทั้งหมด
ในพุทธศาสนามหายาน มีคำสอนเรื่องสุญญตาและโพธิจิตเป็นแกนสำคัญ ซึ่งหากเชื่อมโยงกับประสบการณ์ somatic meditation แล้ว เราอาจพอมองเห็นรำไรว่า ทำไมคำสอนจึงกล่าวว่า ความทุกข์นั้นคือประตูสู่การรู้แจ้ง หรือ อีกฝั่งของความทุกข์คือพุทธภาวะที่อยู่ด้วยกันเสมอ … ในกระบวนการดำดิ่งลงไปยังความทุกข์ ความเจ็บปวด ความยากลำบากที่สื่อสารผ่าน ‘ครูใหญ่’ ที่โคตรตรงพาให้เราพบกับความรักความกรุณาต่อตัวเอง และเมื่อเราสัมผัสได้ถึงความรักนั้นอย่างเปลือยเปล่า น่าแปลกที่มันกลับไม่ใช่ความรักของเราหรือในเราเพียงเท่านั้น จู่ๆ ธรรมชาติของมันก็แผ่ซ่านออก เชื่อมโยงไปสู่ชีวิตอื่น สิ่งอื่น ทั้งที่เริ่มต้นจากร่างกายของเรา
หวังว่าทุกคนจะได้สนทนากับครูใหญ่..เรื่อยๆ
| บทถึงสรณะในร่างกาย ร่างกายนี้คือพุทธะ คือการตระหนักรู้ที่แผ่ซ่านทุกหนแห่ง ร่างกายนี้คือธรรมะคือหนทางสู่ความหลุดพ้น ร่างกายนี้คือสังฆะคือสายใยที่เชื่อมโยงกับสรรพสัตว์ที่กำลังทนทุกข์ ร่างกายนี้คือครู คือผู้นำทางที่ไว้ใจได้ตลอดการเดินทาง ข้าพเจ้าขอถึงสรณะในร่างกาย ข้าพเจ้าขอถึงสรณะในร่างกาย *เขียนโดย เรจินัลด์ เอ เรย์ |
====
หมายเหตุ : ความทรงจำจากประสบการณ์ในห้องเรียน The Awakening Body พื้นฐานภาวนา somatic meditation กับ วิจักขณ์ พานิช 18-19 ก.ค. 69 ณ วัชรสิทธา
