บทความโดย มุทิตา
ภาพประกอบโดย Nakkusu
ฉันนั่งนิ่งอยู่พักใหญ่ หลับตาลง รู้สึกถึงร่องรอยของสิ่งที่อาจเรียกได้ว่า ความโหวง อาการที่มองเห็นมานานหลายสัปดาห์ บางครั้งเบาบาง บางครั้งเหมือนหายไป บางครั้งชัดจนร้าวในอก อึดอัด พะอืดพะอม ไม่มีศัพท์แสงไหนที่รวมอาการไว้ได้ในคำเดียวและตรงความรู้สึก
มีครั้งหนึ่ง อยู่ไม่ไหวจนต้องออกเดิน เดินไปเรื่อยๆ การเดินทำให้เกิดช่องว่าง เหมือนเปิดฝากาที่กำลังจะเดือด ประสาทสัมผัสอื่นได้ทำงาน ตามองเห็นท้องฟ้า-บ้านเรือน หูได้ยินเสียงนกร้อง ผิวหนังสัมผัสลมเย็น ค่อยยังชั่ว
แม้จะเห็นร่องรอยนี้มาเป็นเดือน สภาวะของมันกลับไม่แน่ไม่นอน ขึ้นกับสถานการณ์ต่างๆ ที่เข้ามาปะทะ ขึ้นกับความคิดที่พาเดินทางไปรอบโลก ส่วนใหญ่แล้วมักเดินทางไปในอนาคตที่เต็มไปด้วยการคาดเดาภายใต้บงการของความกลัว
แต่บางวันก็โหวงทันทีที่ลืมตาตื่น ยังไม่ทันขยับตัว ยังไม่ทันคิดหรือเจออะไร
ความโหวงนี้คืออะไร สาเหตุมาจากไหน ความคิดสามารถหาคำอธิบายได้มากมาย และหาได้หลายเวอร์ชัน มัน ‘จริง’ ขึ้นมาทันทีเมื่อเราเชื่อในสิ่งที่คิด ชั่วแต่ว่าความคิด ความรู้สึก ของเราเปลี่ยนไปเรื่อยๆ กระทั่งแย้งกันสุดขั้วก็มี จนถึงจุดหนึ่งก็ตระหนักว่าไม่มีประโยชน์นักที่จะหาคำตอบสุดท้ายตายตัว ทุกอย่างเป็นคำตอบได้หมด พอๆ กับที่ทุกอย่างก็ไม่ใช่คำตอบเช่นกัน
สำคัญที่สุดคือ ตรงนี้ ตอนนี้
อยู่นิ่งๆ แล้วค่อยๆ สังเกตสิ่งที่เกิดขึ้นในร่างกาย เผชิญหน้ากับ unknown อย่างผู้สิ้นไร้ไม้ตอกที่กล้าหาญเพราะไม่เหลือหนทางให้ไป
อาการนามธรรมนี้เข้มข้นอยู่ในจุดไหนของร่างกายกัน ?
หลับตาลง นั่งในท่าผ่อนคลาย หายใจลึก ช้า ค่อยๆ เดินทางไปกับลมหายใจ โดยเฉพาะลมหายใจออกที่ยาว ให้มันไหลไปในร่างกาย สำรวจทีละส่วนๆ ไล่ตั้งแต่หัวจรดเท้า
ความรู้ตัวค่อยๆ ชัดขึ้นในจุดต่างๆ ความคิดแว่บเข้ามา สั้นบ้าง ยาวบ้าง แล้วจากไป ไม่ใช่ปัญหา ยังคงกลับมาที่ร่างกายได้เสมอ
รู้สึกถึงผืนดินข้างใต้ กว้างและลึกสุดหยั่ง หายใจและสร้างจินตภาพถึงการร่วงหล่นลงไปในผืนดิน ลึกขึ้นเรื่อยๆ ในแต่ละลมหายใจ รับรู้ถึงความมั่นคงของผืนดินที่ซ่านอยู่ในกาย หายใจออกปลดปล่อยความเกร็ง ตึงเครียดทั้งหลายลงสู่ผืนดิน ครั้งแล้วครั้งเล่า
ชั่วขณะหนึ่ง รู้สึกราวกับร่างกายนี้เป็นจุดเชื่อมต่อระหว่างผืนดินอันมั่นคงและผืนฟ้าอันไพศาล ทุกประสาทสัมผัสเปิดออก แผ่กว้าง เหมือนได้อยู่กับปัจจุบันอย่างเต็มที่ ทั้งหมด ความคิดเริ่มมาเยือนน้อยลง หลงลืม ‘ตัวเอง’ ชั่วขณะ ราวกับลอยอยู่ในความเงียบที่เต็มไปด้วยสรรพเสียงและความเคลื่อนไหวของโลก
Grounded – Aware – Present (GAP) คือ 3 สิ่งพื้นฐานของการเดินทางภายใน มันไม่ใช่สภาวะที่เราจะไขว่คว้ามายึดไว้เพื่อเติมเต็มความสุข และทั้งไม่ใช่ช่องทางหลีกหนีจากสิ่งไม่พึงปรารถนา แต่เป็นการพรวนดินแห่งการตระหนักรู้ให้พร้อมเผชิญความจริงของปัจจุบันขณะ โดยไม่แปะป้ายใดๆ พร้อมกับวาง story line ต่างๆ ลง
ความจริงอันเรียบง่าย ณ ตอนนี้ – ความโหวงที่ปรากฏชัดในช่องอกและความเศร้าที่แผ่ซ่านเหมือนหมอกเช้า รู้สึกถึงขนที่ลุกชันทั้งตัว ปรากฏราวระลอกคลื่น ไล่จากหัวถึงขา
เรามองเห็นกันเลาๆ แล้ว ความโหวงและจุดที่เขาอยู่ในร่างกาย
ในชีวิตปกติ ความโหวงไม่ใช่สิ่งพึงปรารถนา มันสร้างความทรมานอันมีลักษณะเฉพาะ น่าอึดอัดเพราะไปไม่สุดสักทาง เรามักลงมือทำอะไรบางอย่างเพื่อให้พ้นจากสภาพไม่พึงปรารถนาเร็วที่สุด อาจวิ่งหนีไปหาสิ่งอื่น อาจกดทับและควบคุมมันด้วยความคิด หรือไม่ก็ทำเป็นมองไม่เห็น
คราวนี้ไม่หนีและมองตรงๆ สัมผัสทุกรายละเอียดที่เกิดขึ้น ไม่คาดคั้นสิ่งใด ไม่คาดหวังสิ่งใด พาลมหายใจเข้าไปที่ช่องอก ปล่อยให้อ้อยอิ่งในพื้นที่ว่างนั้น ครั้งแล้วครั้งเล่า
ความโหวงเริ่มขยายตัวจนท่วมท้น กระทั่งเหมือนเกิดอาการสั่นอยู่ภายใน ในชั่วขณะแสนบีบคั้น จู่ๆ ความเห็นใจอย่างลึกซึ้งก็เกิดขึ้นเอง จนต้องเลื่อนมือขึ้นมาแตะที่หน้าอก รู้สึกชัดถึงความอุ่นของฝ่ามือ ยังกับกองไฟในฤดูหนาว และราวกับมือตัดสินใจเองที่จะขยับลูบตรงหัวใจเบาๆ น้ำตาไหลต่อเนื่อง เหมือนได้รับการกอดปลอบประโลม สักพักอาการสั่นจึงค่อยบรรเทา กระทั่งหายไป ความท่วมท้นก็ค่อยๆ จางลง
ถอนหายใจเฮือกใหญ่ รู้สึกสงบราวฟ้าหลังฝน เพิ่งเข้าใจความหมายของ ไมตรี ……
ความรู้สึกอันดิบเดิมและอาการที่เกิดขึ้นในร่างกาย แบบที่ยากจะอธิบายให้แน่ชัด ถูกเรียกรวมๆ ว่า felt sense มันคือ ‘something’ ที่เป็นประสบการณ์ตรง ไม่จำเป็นต้องให้ความหมายหรือเหตุผล สิ่งนี้เป็นแกนหนึ่งของ Somatic Meditation เป็นการตระหนักรู้ประสบการณ์อันกำกวมที่ก่อตัวอยู่ภายใน โดยไม่ตัดสิน ควบคุม จัดการใดๆ (non-action) หากแต่ hold space นั้นไว้ด้วยความอ่อนโยน เป็นมิตร
ในการฝึกปฏิบัติ เราจะพบว่า awareness ที่เกิดขึ้นทำให้สภาวะต่างๆ คลายตัวลงไม่มากก็น้อย ปัญหาในชีวิตจะแก้ไขได้หรือไม่ ยังไม่แน่ แต่ที่แน่ๆ มันทำให้เราอยู่ในขณะนี้ได้อย่าง ‘จริงแท้’ ไม่ตกอยู่ในกับดักของความคิดและความเคยชินของตัวตน
หลายคนกล่าวว่านี่คือหนทางของ wisdom และเป็นบ่อเกิดของ compassion ต่อตนเองอย่างลึกซึ้ง เมื่อมันเกิดขึ้นในเนื้อในตัว มันจะส่งผลเชื่อมโยงและขยายไปยังสิ่งอื่นๆ อย่างเป็นธรรมชาติ
++++++++++++++++++++++++++++
บทความจากการผสมผสานประสบการณ์นอกห้องเรียนกับความเข้าใจและประสบการณ์ปฏิบัติในห้องเรียน ‘The Awakening Body เรียนรู้พื้นฐาน somatic meditation’ โดย วิจักขณ์ พานิช เมื่อ 5-6 กันยายน 2569 ณ วัชรสิทธา
