“ขอบคุณชีวิต” : ชีวิตที่กำลังดำเนินอยู่ ณ ตอนนี้

บทความโดย อันอัน วรวรรณ จุลละโพธิ
ภาพประกอบโดย Nakkusu


ในช่วงต้นปีเป็นช่วงเวลาเริ่มต้นใหม่สำหรับคนส่วนใหญ่ เป็นช่วงเวลาที่ถัดมาจากปลายปีที่เรามีการใคร่ครวญชีวิตในแต่ละปีว่าเราเดินทางต่อไปในทิศทางไหน และในแต่ละปีวงจรอายุของชีวิตเราก็เพิ่มขึ้น ด้วยคำถามที่ว่า เราใช้ชีวิตอย่างไร เราพึงพอใจในชีวิตที่ผ่านมาของเราแค่ไหน อะไรเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้เราเดินต่อไปในชีวิตด้วยพลังชีวิตและพลังใจที่เต็มเปี่ยม ต่างคนต่างเข้าใจชีวิตในรูปแบบที่แตกต่างกันไป แต่คำถามที่ว่า What is your life right now? ชีวิตของเราที่ดำเนินอยู่ ณ ตอนนี้ คืออะไร? เป็นคำถามยังอยู่ในใจเสมอ ถ้าใครโชคดีได้พบแล้วว่าชีวิตคืออะไร ชีวิตคงเป็นเรื่องไม่ยากนักที่จะใช้ชีวิตที่เหลืออยู่ให้มีคุณค่า แต่สำหรับคนที่ยังมีคำถามปลายเปิดอยู่ว่า ชีวิตตืออะไรกันแน่ เรามีวิถีบางอย่างให้ได้ไปใคร่ครวญต่อกัน

ในหนังสือ “Appreciate your Life” ของ Maezumi Roshi ได้กล่าวไว้ว่า


“เราไม่เห็นว่าชีวิตของเราที่นี่ เดี๋ยวนี้ คือ นิพพาน เราอาจคิดว่า นิพพานคือสถานที่ที่ปราศจากปัญหา ปราศจากความหลงผิดอีกต่อไป เราอาจคิดว่านิพพานเป็นบางสิ่งที่สวยงานมาก เป็นสิ่งที่ไม่อาจบรรลุได้ เราคิดเสมอว่านิพพานเป็นสิ่งที่แตกต่างจากชีวิตของเราเองอย่างมาก แต่เราต้องเข้าใจจริงๆว่านิพพานอยูที่นี่ เดี๋ยวนี้”

เราใช้ชีวิตเพื่อไขว่คว้าให้ได้อะไรบางอย่างมาเสมอ เราไม่เคยพึงพอใจกับชีวิตของเรา เราได้งานที่ดีแล้ว เราก็อยากที่จะได้เงินที่มากขึ้น คุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น เราอยากได้คู่ชีวิตที่สมบูรณ์แบบ มีครอบครัว มีลูก ที่ไม่เป็นปัญหาอะไรกับเรา เชื่อฟัง และดูแลพ่อแม่ เราอยากให้ชีวิตตายตัวและคาดเดาได้ เราต้องการจะรู้ว่า เราจะทำอย่างนี้เพื่อที่จะได้อย่างนั้น เราไม่เคยที่จะยอมเสี่ยงอะไรใดๆ เลย เพราะเรารู้สึกไม่ปลอดภัย เราใช้ชีวิตเหมือนซอมบี้ที่ต้องออกไปหาชิ้นเนื้อกินนอกบ้านอยู่เสมอ

แม้กระทั่งเมื่อเรามาภาวนาเพราะเริ่มอยากจะเข้าใจชีวิต เราก็ใช้เวลาฝึกปฏิบัติภาวนาเพื่อที่จะปิดช่องว่างระหว่างสิ่งที่เราคิดว่าเราเป็นกับชีวิตที่แท้จริงของเรา แต่เราไม่เคยจริงแท้กับชีวิตที่เราเป็นเลย เพราะเรามักจะติดอยู่ในสองชั้วเสมอ คือ เราอยู่ที่นี่ แต่เราอยากไปที่นั่น เราไม่เคยเป็นหนึ่งเดียวกับชีวิตที่เราเป็นเลย เรามัวแต่คิดถึงชีวิตอุดมคติที่สมบูรณ์ตามแบบจินตนาการที่เราวาดฝันไว้ แต่เรากลับมองไม่เห็นตรงหน้าว่าชีวิตของเราคืออะไร

แต่อะไรกันนะที่เป็นสิ่งขวางกั้นเรากับชีวิต ก็ตัวเรายังไงล่ะ เราถูกเหวี่ยงไปมาด้วยค่านิยมตรงข้าม ถูก ผิด ดี ชั่ว สวย ไม่สวย แต่ชีวิตที่จริงแท้นั้นไม่ได้ติดอยู่ในวังวนของขั้วต่างๆ เหล่านี้ Dogen Zenji ผู้ก่อตั้งลัทธิโซโตเซนแห่งญี่ปุ่น เคยเล่าว่า “พระศากยมุนีกล่าวว่า ในหนึ่งวินาที ชีวิตของเราเกิดและตายประมาณเจ็ดหมื่นครั้ง แต่จิตสำนึกของเราไม่สามารถเข้าถึงเหตุการณ์ชั่วขณะเหล่านี้ได้เลยด้วยซ้ำ” เราพลาดอะไรกันไปมหาศาล การมีชีวิตที่ยืนยาวโดยปราศจากการตระหนักรู้นั้นช่างสะเทือนใจอย่างยิ่ง เราไม่เคยรู้อะไรเลยว่า ชีวิตคืออะไรกันแน่…

เราไม่เคยไว้วางใจชีวิต เรามักจะปล่อยให้ความกลัวเข้าครอบงำและนำทาง ชีวิตที่ใช้ความกลัวนำทางน่ะเหรอ? — เธอก็จะเข้าควบคุมทุกสิ่งทุกอย่าง เธอก็จะบงการทุกสิ่งทุกอย่างรอบตัวให้ได้อย่างที่เธอต้องการ เธอไม่ปล่อยให้แสงแดดหรืออากาศลอดผ่านเข้ามาในหน้าต่างบานสวยที่เธอดีไซน์มาอย่างดีหรอก เพราะเดียวสีมันจะซีดลง เธอดูแลชีวิตของเธอเป็นอย่างดี แบบที่อะไรภายนอกจะเข้ามาขัดขวางชีวิตสมบูรณ์แบบที่เธอวางไว้ไม่ได้เลย เธอติดอยู่ในความเป็นสองขั้ว เธอไม่สามารถมองเห็นว่าชีวิตคือะไร เพราะมันตายตัวเสียจน แสงแดดจ้าหน้าบ้าน เธอก็เอาแว่นกันแดดขึ้นมาบังเอาไว้

แต่เราจะดำรงชีวิตให้เป็นปัญญาอันข้ามพ้นแห่งปรัชญาปารมิตาได้อย่างไร ต่อเมื่อเราอยู่ในโลกวังวน ทำงานเหมือนหนูถีบจักร เรามีความรักเหมือนทุกสิ่งทุกอย่างมันตายตัวไปหมด เราใช้ชีวิตโดยสร้างประตูรั้วอันแน่หนาไม่ให้คนอื่นเข้ามาได้ในอาณาจักรที่เราสร้างขึ้น เรารู้สึกอบอุ่นปลอดภัยในสิ่งที่เราเข้าใจได้เท่านั้น เราไม่เคยเปิดหน้าต่างให้ลมจากฝุ่น PM ภายนอกเข้ามาในห้องที่สะอาดและไม่มีมลพิษของเรา ตัวตนของเราบ่งบอกถึงทุกสิ่งที่เราเลือกในชีวิต เราจะมีช่องทางให้ได้เช้าใจชีวิตอีกหรือ ว่าชีวิตคืออะไรกันแน่

“วิธีปฏิบัติที่ดีที่สุดคือการลืมตัวตน ด้วยการลืมตัวตน เราสามารถชื่นชมชีวิตที่ไม่คับแคบ  จำกัด และแยกขาดอย่างที่เรามักใช้ชีวิตอยู่ หากแต่เป็นชีวิตแห่งความเป็นหนึ่งเดียว เมื่อราหายใจเข้า ให้กลืนจักรวาลทั้งใบและหายใจออกให้หายใจออกทั้งจักรวาล เข้าและออก ในที่สุดเธอจะลืมการแบ่งแยกระหว่างการหายใจเข้าและออก แม้กระทั่งการหายใจก็จะถูกลืมไปโดยสิ้นเชิง เธอก็แค่นั่งด้วยความรู้สึกที่เป็นหนึ่งเดียว”

คำพูดของ Koryu Roshi จากหนังสือ Appreciate your Life

แต่ชีวิตที่แท้จริงของเราจะเริ่มต้นเมื่อไหร่น่ะเหรอ เราต้องไปถึงจุดที่เป็น Non Thinking เสียก่อน คิดถึงการไม่คิด เราไปพ้นการคิด เราภาวนามานานเกินไป เราก็ยังมีผู้สังเกตและสิ่งที่สังเกตอยู่ เป็นทวิภาวะ ตราบใดที่เรายังอยู่ในทวิภาวะ เราก็ไม่สามารถมีประสบการณ์ของการเป็น เห็น ได้ยิน ได้กลิ่นและรับรู้สัมผัสอย่างแท้จริง เราแยกขาดระหว่างเรากับสิ่งอื่นเสมอ และหากเราไม่สามารถมีกประสบการณ์ที่พ้นการคิดได้ เราก็ย่อมไม่เข้าใจว่าชีวิตที่แท้จริงคืออะไร

การเชื่อว่าชีวิตเธอเป็นสิ่งนี้ และศรัทธาในชีวิต ดำรงชีวิตของเธอเอง ชีวิตของเธอก็จะเป็นปัญญาแห่งปรัชญาปารมิตา เป็นปัญญาที่ปราศจากทวิลักษณ์ ไม่มีฉัน ไม่มีเธอ ไม่มีดี ไม่มีเลว คือการดำเนินของชั่วขณะนี้ ของสิ่งที่เกิดขึ้นที่นี่และเดี๋ยวนี้

ปารมิตา แปลว่า การถึงฝั่งโน้นแล้ว เอาจริง ไม่มีฝั่งไหนให้ไปแล้ว ทุกสิ่งอยู่ที่นี่และเดี๋ยวนี้

เราชื่นชมประสบการณ์ที่เกิดชึ้นชั่วขณะเหล่านี้ได้ ด้วยการเป็นมัน ดำรงอยู่ครบถ้วนบริบรูณ์ดังที่เป็น ทุกสิ่งอยู่ที่นี่เดี๋ยวนี้ นิพพานอยู่ที่นี่ ชีวิตของเราอยู่ที่นี่ เราชื่นชมชั่วขณะที่เป็นนิรันดร์ของชีวิตที่เผยให้เราเห็นตามจริง และเราไม่สามารถคาดเดาได้ว่า ชั่วขณะของชีวิตตรงนี้และเดี๋ยวนี้ จะเผยความจริงอะไรให้เราได้เห็น เรารื่นรมย์กับชีวิตอันวิเศษนี้ด้วยกัน เราซาบซึ้งในโลกแห่งเพียงนี้ ไม่มีสิ่งใดเสริมเติม เราลึกซึ้งกับชีวิตที่แท้จริงในฐานะสมบัติล้ำค่าที่สุดและดูแลเอาใจใส่มันเป็นอย่างดี

ขอเชื้อเชิญให้เราหยั่งลึกเข้าไปในชีวิต ใช้ทุกโอกาสที่มีในการเข้าถึงชีวิตที่สดใหม่ และผลิบาน คลี่ออก เปิดออกดั่งน้ำค้างยามเช้า หรือดอกทานตะวันที่บานออกทันใดเมื่อต้องแสงอาทิตย์ จงเชื่อมั่นในตนเอง ไม่ใช่ในตัวตนที่เธอคิดว่าเธอควรเป็น แต่เป็นตัวตนอันแท้จริงที่เธอเป็น



บทสะท้อนจากคำถามที่ว่า What is your Life Right Now? และการได้อ่านหนังสือ Appreciate your Life ของ Maezumi Roshi

สถาบันวัชรสิทธา ก่อตั้งขึ้นเพื่อเป็นพื้นที่ทดลองทางการศึกษา บนพื้นฐานของการภาวนา การใคร่ครวญด้วยใจ และการแลกเปลี่ยนประสบการณ์อย่างเป็นมนุษย์ระหว่างผู้เรียน