“เมื่อไม่มีอัตตาแล้วฉันเป็นใคร?” : อัตลักษณ์จากมุมมองพุทธศาสนา

บทความโดย มุทิตา
ภาพประกอบโดย Nakkusu


ชื่อห้องเรียน Who Am I ? ดูเผินๆ อาจเหมือนคลาสของไลฟ์โคชที่จะช่วยให้เราค้นหา “ตัวเอง” ได้มั่นคงขึ้น มั่นใจขึ้น มีจุดอ้างอิงที่ทำให้เราสบายใจขึ้นบ้างในยุคที่ความเป็นตัวเองนั้นปั่นป่วนสับสนจากสายตาผู้อื่นและการบีบบังคับของ ‘โลก’ อย่างยิ่ง  

ความเข้าใจนั้นไม่ผิดเสียทีเดียว หากแต่ห้องเรียนนี้พาเราไปไกลกว่าความหมายของ “ตัวฉัน” แบบความเข้าใจทั่วไป มันรื้อพื้นของเราทั้งหมดชนิดที่อาจทำให้เรารู้สึกเคว้งคว้างที่สุดในชีวิตหากยังมีมุมมองแบบเดิม แต่หากพลิกเปลี่ยนมุมมองได้ผ่านทั้งทฤษฎีและการปฏิบัติ เราจะเริ่มพบหรืออย่างน้อยได้ ‘ลิ้มรส’ ธรรมชาติเดิมแท้ที่ไม่ถูกปรุงแต่ง นำไปสู่การเปิดออกและไว้วางใจต่อทุกสิ่ง 

เอลิซาเบธ โอมสเตท เป็นผู้ปฏิบัติสายวัชรยานที่ผ่านการเรียนรู้พุทธธรรมและการฝึกฝนการปฏิบัติจากธรรมจารย์ผู้ยิ่งใหญ่หลายท่าน เธอเรียนกับตรุงปะ รินโปเช ที่สหรัฐอเมริกายาวนาน และยังได้เรียนกับ ตุลกู อูร์เจ็น รินโปเช และอีกหลายท่านในเนปาล ในวัย 77 ปีอาจารย์ที่ไม่ได้ทำการสอนอย่างจริงจังผู้นี้ยังคงเต็มเปี่ยมด้วยพลังชีวิต เธอแลกเปลี่ยนกับผู้เข้าร่วมอย่างเป็นธรรมชาติ ธรรมดา นั่งขัดสมาธิบนโซฟา บางทีก็ชันเข่าระหว่างพูดคุย ทำให้เล็บเท้าสีแดงลูกตำลึงสุกของเธอนั้นโดดเด่น หัวเราะเอิ๊กอ๊ากในประโยคที่เธอชอบ และตั้งใจฟังทุกคน ทุกอย่าง ขอบคุณกับทุกคำตอบอย่างจริงจัง 

เนื้อหาหลักในการสอน หากกล่าวอย่างหยาบที่สุด สั้นที่สุด คือ การรื้อความเข้าใจ-ความเชื่อเดิมเกี่ยวกับตัวตน ในที่นี้เธอใช้คำว่า ‘อัตลักษณ์’ (identity) เป็นหลัก ว่ามันไม่มีอยู่ เธออธิบายภาพรวมให้เห็นว่า พุทธธรรมทั้งขั้นหินยาน มหายาน วัชรยาน ล้วนเห็นพ้องกันว่า อัตลักษณ์เป็นสิ่งซึ่งเราประกอบสร้างและยึดมั่น และสิ่งนี้เองที่นำไปสู่ความทุกข์ 

อาจารย์สรุปอย่างรวบรัดเพื่อให้เข้าใจภาพกว้างว่า view ของหินยาน คือ ไม่มีตัวตนที่ตายตัว ทั้งหมดเป็นองค์ประกอบของขันธ์ 5 ซึ่งแปรเปลี่ยนไปตามเหตุปัจจัยย่อยๆ เอนกอนันต์, ในมหายานไปไกลกว่านั้น เพราะแม้องค์ประกอบย่อยๆ นั้นก็ไม่มีการดำรงอยู่อย่างอิสระโดยตัวมันเอง พื้นของทุกสิ่งคือ ‘ความว่าง’ ที่ไม่ได้หมายถึงไม่มีอะไรเลย หรือ ‘สุญนิยม’ แต่รวมเอาทุกสิ่งที่เชื่อมโยงสัมพันธ์กัน, ในวัชรยาน เอลิซาเบธอธิบายให้ง่ายและสนุกขึ้นด้วยการบอกว่า ในชั้นนี้รู้อยู่แล้วว่าเธอไม่เชื่อจริงๆ หรอกว่าตัวตนไม่มีอยู่ ดังนั้นจึงขอให้ลองปฏิบัติภาวนาในลักษณะที่ตัวเธอเป็นพุทธะ เป็นธรรมชาติเดิมแท้ เป็น being ที่บริสุทธิ์ดู ‘pretending something else’ นับเป็นการออกจากสิ่งที่คิดว่าตัวเองเป็น แล้วเป็นสิ่งอื่น เราอาจมองได้ว่านี่เป็นเทคนิคแสดงให้เห็นถึงความไม่มีตัวตนตายตัวในอีกรูปแบบ สำหรับด้านของผลลัพธ์นั้น ขั้นหินยานเราจะได้ขัดเกลาตนเอง สั่งสมบุญกุศล, มหายานเราได้ตระหนักรู้ถึงพุทธภาวะที่ดำรงอยู่ในตัวเอง ส่วนวัชรยานคือลองเป็นสภาวะนั้นหรือ activate กับธรรมชาติเดิมแท้ 

การขัดเกลาตนเองในเส้นทางพุทธธรรมเป็นสิ่งซึ่งชาวพุทธไทยคุ้นเคย อย่างน้อยก็ได้ยิน ได้ฟังมาบ้าง ขณะที่มหายานและวัชรยานชี้ว่า เราทุกคนมีพุทธภาวะหรือศักยภาพของการตื่นรู้ในตนเอง หากแต่เราไม่ได้มีโอกาสเข้าถึงเพราะมีสิ่งปกคลุมด้วยการยึดมั่นในตัวตนและกิเลสต่างๆ สำหรับหลายคนสิ่งนี้อาจนับได้ว่าเป็นสิ่งใหม่ที่ไม่คุ้ยชินและค่อนข้าง radical เมื่อพระพุทธเจ้าไม่ใช่สิ่งภายนอกหรือห่างไกล เส้นทางการบรรลุธรรม การหลุดพ้นไม่ใช่สิ่งซึ่งไม่มีทางไปถึง มันอยู่ในตัวเราอยู่แล้ว แต่แน่นอนว่า ไม่ง่ายและต้องผ่านการฝึกฝนปฏิบัติจริงกับชีวิตและความทุกข์ต่างๆ มันอาจใช้เวลายาวนานกว่าชั่วชีวิตนี้ของเรา แต่อย่างน้อยเมื่อเราเริ่มต้น ชีวิตนี้อาจเปลี่ยนแปลงไปไม่มากก็น้อย

คลาสเรียน Who am I? มาถึงก็เริ่มตั้งคำถามกับอัตลักษณ์ อลิซาเบธเปิดวงแลกเปลี่ยนด้วยคำถามว่า จริงๆ แล้วเธอคือใคร? เพื่อชวนให้หา ‘แก่นแท้’ หรือ essense ของตัวเรา ผู้เข้าร่วมต่างให้คำตอบที่หลากหลาย บ้างเชื่อมโยงตนเองกับอาชีพ บ้างกับสายสัมพันธ์ บ้างกับคุณลักษณะบางอย่าง ทั้งหมดล้วนถูกถามกลับด้วยคำถามง่ายๆ แต่เปิดให้คิดว่าสิ่งนั้นถาวรไหม จริงแท้ไหม มันเปลี่ยนแปลงได้ไหม เป็นการเรียกน้ำย่อยที่ทิ้งคำถามและความขุ่นข้องนั้นไว้ในใจผู้เข้าร่วม นั่นสิ เราคือใคร? 

เอลิซาเบธยังบอกอีกจุดประสงค์ของการสอนครั้งนี้ ซึ่งอาจนับเป็นการสื่อสารกับ ‘เหล่าผู้ปฏิบัติ’ ซึ่งเป็นคนกลุ่มใหญ่ในห้องเรียนว่า มีผู้ปฏิบัติมากมายที่พยายามปฏิบัติตามคำสอนเพื่อให้ตัวเอง ‘พัฒนาขึ้น’ เช่นรับคำสอนเรื่องการไม่มีตัวตนมาปฏิบัติแล้วรู้สึกว่าเกิดบางอย่างที่ดีขึ้น พิเศษขึ้น จุดนี้ต้องระวังว่าจะเป็นกับดักเสริมตัวตนอีกทีอยู่ดี 

อย่างไรก็ตาม การฝึกฝนปฏิบัติตามคำสอนเป็นสิ่งพื้นฐานที่เป็นประโยชน์ มันมักมีลักษณะเป็นขั้น เป็นลำดับ ทำให้เข้าใจได้ ค่อยๆ ฝึกฝนได้ เสมือนพัฒนาขึ้นไปเรื่อยๆ ในภาษาทิเบตเรียกเส้นทางนี้ว่า ลัมริม (Lamrim)  ซึ่งแปลว่าขั้นตอนแห่งหนทางไปสู่การตรัสรู้หรือหลุดพ้น ซึ่งขึ้นสูงสุดก็คือ Buddha 

การไต่บันไดแห่งการฝึกฝนนี้มีประโยชน์หลายด้านก็จริง แต่การที่เราวุ่นอยู่กับกระบวนการไต่บันไดก็แปลว่า ยังมีตัวตนอยู่ ดังนั้น ถึงจุดหนึ่งเราต้องทิ้งบันไดเพื่อข้ามไปสู่อีกฝั่งของการตื่นรู้ เอลิซาเบธอธิบายว่า ถ้า Lamrim คือการเดินทางจากล่างขึ้นบน มันยังมีอีกวิธีหนึ่งคือ Kyerim หรือเริ่มจากด้านบนเลย นั่นคือ การบอกว่าเธอเองคือพุทธะ ถามว่าทำยังไง คำตอบนั้นแสนง่าย ก็ลองเป็นพุทธะดู! “pretend to be Buddha for a while” และนั่นคือสิ่งที่เธออยากให้เหล่าผู้ปฏิบัติในห้องเรียนได้ทดลองมีประสบการณ์เพื่อเป็นพื้นฐานไปยังบทเรียนแห่ง ‘การตรวจสอบจิต’ ในขั้นถัดไป



บทความสะท้อนประสบการณ์จากห้องเรียนพุทธธรรม Who am I? กับ เอลิซาเบธ โอมสเตท 28-29 มีนาคม 2569 ณ​ วัชรสิทธา

สถาบันวัชรสิทธา ก่อตั้งขึ้นเพื่อเป็นพื้นที่ทดลองทางการศึกษา บนพื้นฐานของการภาวนา การใคร่ครวญด้วยใจ และการแลกเปลี่ยนประสบการณ์อย่างเป็นมนุษย์ระหว่างผู้เรียน