เพม่า โชดรัน : “ความกลัวเป็นปฏิกิริยาที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติเมื่อเราเข้าใกล้ความจริง”

บทความโดย เพม่า โชดรัน
ภาพประกอบโดย Nakkusu

การเดินท่องไปบนเส้นทางแห่งจิตวิญญาณเปรียบได้กับการล่องเรือลำน้อยไปในมหาสมุทร เพื่อสำรวจหาผืนแผ่นดินที่ไม่มีใครรู้จัก  จริงอยู่ที่การปฏิบัติอย่างสุดจิตสุดใจนำมาซึ่งแรงบันดาลใจ แต่ไม่ช้าก็เร็วเราจะประสบกับความกลัวด้วย  เท่าที่รู้ในตอนนี้คือ เมื่อล่องเรือไปถึงเส้นขอบฟ้า เราก็จะร่วงหล่นไปจากขอบโลก ถึงกระนั้นเรายังคงมุ่งหน้าไป ดังเช่นนักบุกเบิกทุกคนที่มีใจปรารถนาจะค้นพบสิ่งที่รอคอยอยู่เบื้องหน้า ทั้ง ๆ ที่ไม่รู้ว่า เรากล้าพอจะเผชิญหน้ากับมันหรือไม่

หากเราสนใจพุทธศาสนาและตัดสินใจลองดูว่ามันจะให้อะไรดี ๆ แก่ชีวิตเราบ้าง เราจะพบว่ามีเส้นทางแตกต่างหลากหลายให้เลือกเดิน  สายวิปัสสนาเริ่มต้นด้วยการฝึกสติ อยู่กับปัจจุบันขณะกับทุกความคิดและทุกการกระทำ  ในสายเซน เราจะได้ยินคำสอนเรื่องความว่าง และถูกท้าทายให้สัมพันธ์กับจิตไม่ปรุงแต่งที่เปิดกว้างและแจ่มชัด  ส่วนคำสอนวัชรยานชี้แนะให้เราสัมผัส เรียนรู้ และอยู่กับพลังของทุกสถานการณ์ จนเห็นว่า ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้น ล้วนไม่แยกขาดจากพุทธภาวะ  เราอาจถูกจริตและติดใจ จนถึงขั้นกระตือรือร้นที่จะทำความเข้าใจหนทางใดหนทางหนึ่งที่เอ่ยมานี้ให้มากขึ้น แต่หากต้องการลงลึกไปกว่าแค่ผิวเผินด้วยการลงมือปฏิบัติอย่างจริงจังแล้ว ถึงจุดหนึ่งเราจะต้องประสบกับความกลัวอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

ความกลัวเป็นประสบการณ์สากล แม้แต่แมลงตัวเล็กที่สุดก็รู้สึกกลัวได้  หากเราเอานิ้วแตะดอกไม้ทะเลตามชายหาดที่มีน้ำขึ้นน้ำลง มันจะหุบตัวลงทันที  ทุกชีวิตในโลกนี้ล้วนรักตัวกลัวตาย จึงไม่ใช่เรื่องเลวร้ายที่เราจะรู้สึกกลัวเมื่อต้องเผชิญกับความไม่รู้  ความกลัวเป็นส่วนหนึ่งของการมีชีวิตอยู่ เป็นธรรมชาติที่เรามีร่วมกัน  เราต่างก็มีปฏิกิริยาต่อต้านการเกิดขึ้นได้ของความเหงา ความตาย หรือการสูญเสียที่พึ่ง  ความกลัวเป็นปฏิกิริยาที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติเมื่อเราเข้าใกล้ความจริง 

หากเราตั้งมั่นว่าจะเผชิญกับตัวเองในจุดที่เราอยู่ ประสบการณ์ชีวิตของเราก็จะเด่นชัดมาก  สิ่งต่างๆ ดูจะชัดเจนขึ้นเมื่อไม่มีทางหนี

เมื่อเริ่มออกเดินทาง เรามีความคาดหวังและอุดมคติเยอะแยะเต็มไปหมด  เรามองหาคำตอบเพื่อเติมเต็มความหิวโหยที่มีมาแสนนาน จนกลายเป็นว่าสิ่งที่เราปรารถนาน้อยที่สุด คือการเข้าไปทำความรู้จักกับผีในตัวเองให้ดียิ่งขึ้น  แน่นอนว่านั่นเป็นสิ่งที่มีคนเตือนเราอยู่ก่อนแล้ว  ฉันยังจำได้ ตอนที่ฉันเข้าฝึกภาวนาครั้งแรก หลังจากผู้สอนแนะเทคนิควิธีและแนวทางปฏิบัติเสร็จแล้ว เธอกล่าวย้ำว่า “เมื่อกลับไปจากที่นี่ โปรดอย่าคิดว่าการปฏิบัติภาวนาคือการลาพักร้อนจากสิ่งรบกวนใจ”  อย่างไรก็ดี ดูเหมือนคำเตือนนี้จะไม่ได้ผลนัก มิหนำซ้ำอะไรต่อมิอะไรยิ่งดึงดูดให้เราคิดไปในทางนั้นมากเข้าไปอีก

เรากำลังพูดถึงการทำความรู้จักกับความกลัว สร้างความคุ้นเคยและเผชิญหน้ากับมันอย่างจัง ๆ  มองตรงเข้าไปยังนัยน์ตา ไม่ใช่เพื่อหาทางแก้ แต่เพื่อถอนรากถอนโคนวิธีการเดิม ๆ ที่เราใช้จนติดเป็นนิสัย ไม่ว่าจะเป็นการดู ฟัง ดม ลิ้มรส หรือขบคิด  ความจริงก็คือเมื่อเริ่มทำได้เช่นนี้จริง ๆ เราจะอ่อนน้อมถ่อมตนอยู่ตลอดเวลา ความทะนงตนที่มาจากการยึดถืออุดมคติต่าง ๆ จะไม่มีโอกาสเกิดขึ้นมากนัก  อันที่จริงความทะนงตนยังคงเกิดขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ แต่จะถูกขจัดไปโดยความกล้าหาญในการก้าวเดินทีละนิดของเราเอง  การค้นพบทั้งหลายที่ได้จากการปฏิบัติภาวนานั้นไม่ได้เกี่ยวข้องกับการเชื่อถือในสิ่งใด แต่เกิดจากความกล้าตาย …เราพร้อม และยอมตายอย่างต่อเนื่อง

คำสอนเรื่องการเจริญสติ การอยู่กับความว่าง หรือการเข้าใจพลังชีวิต ต่างมุ่งชี้ไปยังประสบการณ์เดียวกัน นั่นคือการศิโรราบ ณ จุดที่เราถูกตอกด้วยตะปู  ประสบการณ์จากการปฏิบัติได้ตอกเราให้แนบสนิทไปกับห้วงเวลาและสถานที่ที่เราประสบอยู่  เมื่อเราหยุดอยู่ตรงนั้น และปราศจากปฏิกิริยาโต้ตอบ ไม่เก็บกด ไม่โทษคนอื่น ไม่โทษตัวเอง เมื่อนั้นเราจะพบกับคำถามอัตนัยอันเปิดกว้างอย่างไร้ซึ่งคำตอบเชิงหลักการ  เราได้พบหัวใจของเราเอง ดังเช่นที่นักเรียนผู้หนึ่งกล่าวไว้อย่างงดงามว่า “พุทธภาวะอำพรางตัวอยู่อย่างชาญฉลาดในรูปของความกลัว มันช่วยถีบเราให้ตื่นขึ้นมารับรู้โลกตามจริง”



บางบทตอนจากหนังสือ When Things Fall Apart “เมื่อทุกอย่างพังทลาย” โดย เพม่า โชดรัน แปลโดย อัญชลี คุรุธัช และ วิจักขณ์ พานิช

สถาบันวัชรสิทธา ก่อตั้งขึ้นเพื่อเป็นพื้นที่ทดลองทางการศึกษา บนพื้นฐานของการภาวนา การใคร่ครวญด้วยใจ และการแลกเปลี่ยนประสบการณ์อย่างเป็นมนุษย์ระหว่างผู้เรียน