“ดวงตาเห็นธรรม” กับ “ธรรมะลงใจ”

บทความโดย อันอัน วรวรรณ จุลละโพธิ
ภาพประกอบโดย Nakkusu

“ครั้งหนึ่ง ศากยมุนีพุทธะเทศนาธรรมให้แก่บรรดาศิษย์ทั้งหลายตามปกติ เช้าวันนั้นท่านถือดอกบัวสีทองขึ้นมาชูไว้ในมือ ด้วยความเงียบและไม่ได้เอ่ยถ้อยคำใดๆ ออกมา ศิษยานุศิษย์ต่างก็พากันเงียบกริบเหตุเพราะไม่มีผู้ใดเข้าใจความหมาย มีแค่เพียงพระมหากัสสปะเท่านั้นที่ยิ้ม และในชั่วขณะนั้น ธรรมะที่ถ่ายทอดจากจิตสู่จิตก็ได้ไหลผ่านไปยังพระมหากัสสปะ ผู้ซึ่งเข้าถึงสภาวะจิตของพระศากยมุนีเท่าๆ กับสภาวะจิตของเขาเอง เขายิ้มเมื่อได้เห็นดอกบัว เขาก็ได้เห็นสภาวะจิตของเขา พระศากยมุนีเห็นดังกล่าว ก็ได้เอ่ยว่า, “ฉันมีขุมทรัพย์อันล้ำค่าของดวงตาที่เห็นธรรมอันแท้จริงและจิตอันลึกซึ้งแห่งนิพพาน ประตูแห่งธรรมอันลึกซึ้งจากรูปที่แท้จริงของความไร้รูป ไม่ได้เป็นถ้อยคำหรือตัวอักษร ถ่ายทอดโดยไม่รวมกับคำสอน จงระลึกถึงคำสอนที่แท้จริงของพระพุทธเจ้า และพุทธะภายใน แล้วพระมหากัสสปะก็เป็นผู้เดียวในหมู่ศิษย์ทั้งหลายที่ได้รับการถ่ายทอดธรรมะแบบฉับพลัน ด้วยความหมายที่ไปพ้นถ้อยคำตรงนั้น”

สรุปและแปลจากบทความของ Rev. Seijun Ishii

เราได้ยินได้ฟังโกอาน “The Treasury of True Dharma Eyes and Subtle Mind of Nirvana” เราตีความหมายของถ้อยคำอย่างไร เวลาเราได้ยินได้ฟังธรรมะ เรานำมาใคร่ครวญในการภาวนาอย่างไร เราเชื่อในความหมายตรงตัว หรือเรามองพ้นไปจากถ้อยคำ ที่ไม่ได้มีแค่ความหมายตรงตัวแค่อย่างที่เราเห็นหรือได้ยินเท่านั้น แต่ความหมายจริงแท้ของมันอาจจะค่อยๆเผยออกมาให้เราได้รับรู้ หรือเราปล่อยให้ถ้อยคำทำงานกับเราในท่าทีที่เปิด ด้วยหัวใจที่เปิด

เมื่อเราเอ่ยถึงคำว่า “ดวงตาเห็นธรรม” หรือ “ธรรมะลงใจ” เราเห็นหรือตีความว่าอย่างไร เราสามารถนำความจริงตรงหน้ามาสัมพันธ์กับความหมายของถ้อยคำได้อย่างไร หรือมีความหมายที่ไปพ้นถ้อยคำที่เราไม่อาจจะคาดเดาได้ตั้งแต่ได้ยินครั้งแรก เราไม่สามารถคาดเดาได้ว่า ประสบการณ์ที่เราเคยพบเจอมาได้อดีตจะสามารถมาแปะป้ายประสบการณ์ที่เราเจอในปัจจุบันได้ เพราะทุกสิ่งทุกอย่างที่เกิดขึ้นนั้นสดใหม่ ในพื้นที่อันกว้างใหญ่ไพศาล ที่ไปพ้นการนิยาม ให้ชื่อ หรือให้บทสรุปประสบการณ์ให้ตรงกับความหมายในอดีตที่เราเคยเจอมา

ถ้าธรรมะคือความจริง และการมีดวงตาเห็นธรรมคือการเห็นความจริงตรงหน้า มากไปกว่าการอยู่กับภาพลวงตา ที่สภาวะจิตของเราสร้างขึ้น ดังนั้นเป็นไปได้ว่า จิตลึกซึ้งแห่งนิพพานคือสภาวะจิตที่เป็นอิสระและสงบสุข ใครๆ ก็ย่อมรู้ว่าพระพุทธเจ้ามีทั้งสองอย่าง แต่ท่านกำลังบอกทุกคนว่า พระมหากัสสปะก็มีเช่นเดียวกัน รอยยิ้มของพระมหากัสสปะแสดงให้เราเห็นว่า มีบางสิ่งให้เข้าใจที่ไปพ้นความเช้าใจแบบทั่วๆ ไป มีบางสิ่งบางอย่างให้ค้นหา บางสิ่งสำคัญที่เราตระหนักรู้ได้ อย่างไรก็ตาม มันก็ลึกซึ้งยิ่งนัก  ลึกซึ้งมากจนเราอาจพลาดที่จะเห็นสิ่งที่อยู่ตรงหน้าเรา แต่มันก็ช่างเป็นส่วนตัวมากจนเราสามารถสื่อสารออกมาได้ด้วยรอยยิ้มในชั่วขณะอันเหมาะสมเช่นนั้น

โกอานนี้พาไปพบขุมทรัพย์แห่งดวงตาที่ได้เห็นธรรม ปูไปสู่เส้นทางแห่งการเรียนรู้ชีวิตและขอบคุณชีวิตที่มีอย่างลึกซึ้ง หมายถึงว่าความจริงของชีวิตเราเป็นขุมทรัพย์แห่งดวงตาเห็นธรรม และสภาวะจิตลึกซึ้งแห่งนิพพาน ที่รูปทั้งหมดของสิ่งมีชีวิตทั้งหลายนั้นไร้รูป ความจริงนี้ช่างลึกซึ้งและเหลือเชื่อยิ่งนัก การกระทำดังกล่าวเป็นการตระหนักรู้ของความจริงแท้ของความว่างและแหล่งกำเนิดที่สอดคล้องกัน การนั่งซาเซนทำให้เกิดการตื่นรู้และปัญญาญาณที่สามารถนำไปใช้ในชีวิตประจำวันและในความสัมพันธ์กับผู้อื่น

เวลาเรา JUST SIT ความหมายของถ้อยคำเข้ามาทำงานกับเราอย่างไร ธรรมะลงใจเป็นอย่างไร เรานั่งอย่างพุทธะ เปิดต่อทุกสภาวะของร่างกายและจิตใจ เรามีพลังงานของชุมชนภาวนาที่คอยโอบอุ้มเป็นภาชนะ ให้เราสามารถเผชิญทุกสภาวะ ไม่ว่าวันนั้นเราจะเป็นอย่างไร เหมือนคลื่นที่ไม่แยกขาดจากมหาสมุทร รูปไม่แยกขาดจากความว่าง แม่ปรัชญาปารมิตาที่คอยโอบกอดเราเสมอ เราสามารถไว้วางใจและไปพ้นจากการแปะป้าย การตีความแบบเดิมๆ และเปิดต่อ reality ที่ใหญ่กว่าตรงหน้าเราได้

วิจักขณ์ พานิช กล่าวถึงจุดเด่นของภาวนาแบบมหายานไว้ว่า

“การภาวนาแบบมหายาน มีลักษณะเด่นอยู่ที่ ปราศจากลำดับขั้น ไม่มี 1,2,3,4 ไม่มีวิธีการ ไม่มีเป้าหมาย ไม่มีการบรรลุธรรม (และไม่มีการบรรลุธรรม) มหายานไม่แปะป้าย ไม่ตีค่า ไม่แบ่งแยก เพราะในปรมัตถธรรม ไม่มีสิ่งใด แต่ก็รวมไว้ซึ่งทุกสิ่ง

ด้วยความที่ไม่มีป้าย ไม่มีขั้น ใจมหายานจึง “เปิด” เปี่ยมด้วยความเป็นไปได้ สายสัมพันธ์ และการเอื้ออิงอาศัย มหายานสำรวจพลังการตระหนักรู้ ไม่ใช่ในด้านการ give up แบบหินยาน แต่เป็นด้านของการ give in …ต่อสายสัมพันธ์อันไม่อาจแยกขาดจากสรรพสัตว์ สรรพชีวิต สรรพสิ่ง เพราะไม่ใช่การศึกษาธรรมะแบบใช้หัว แต่ใช้หัวใจ ภาวนามหายาน จึงเปิดกว้างไม่มีขอบเขต เต็มเปี่ยมไปด้วยจินตนาการ อบอุ่นท่วมท้นด้วยอารมณ์ความรู้สึก หลอมรวมทุกสิ่ง และสะท้อนเจตจำนงอันยิ่งใหญ่และไพศาล ของ enlightenment”

ความเข้าใจในปรัชญาปารมิตา รูปคือความว่าง ความว่างคือรูป สภาวะธรรมทั้งปวงไม่เคยแยกขาดจากสภาวะธรรมสูงสุด เป็นเหมือนคลื่นที่ไม่แยกขาดจากมหาสมุทร ปล่อยจากการยึด การตีค่า ให้ความหมาย นิยาม เราปล่อยจากการตีความ และอยู่กับความเป็นทั้งหมดที่ไม่แยกขาดจากกัน

ภาวนามหายาน คือการสัมพันธ์กับความว่าง อันเป็นธรรมชาติเดิมแท้ของสรรพสิ่ง ก่อนเกิด ก่อนตาย.. ความว่างไม่อาจเข้าถึงได้ด้วยคอนเซ็ปต์ แต่ข้ามพ้นคอนเซ็ปต์ อาจกล่าวได้ว่า ภาษามหายาน เป็นภาษาที่ไม่เมคเซนส์ในทางโลจิค แต่เป็นภาษาของใจ มหายานพาเราเข้าสู่การสำรวจโลกแห่งปรมัตถธรรม

เราได้ใคร่ครวญความสำคัญของ JUST SIT คือการนั่งแบบโพธิสัตว์อย่างไร  การดำรงอยู่อย่างเปลือยเปล่ากับสภาวะธรรมต่างๆ ไม่ต้องหาเทคนิคใดๆ ไม่มีเส้นทาง ไม่มีเป้าหมาย ไม่มีท่านั่งที่ถูกหรือผิด ไม่มีสิ่งที่ต้องบรรลุ ต่อยอดจากการนั่งแบบหินยาน หรือการสัมพันธ์กับกรรมอย่างตรงไปตรงมา การรู้เท่าทัน elemental reality เราค่อยๆ ทำความรู้จักตัวเองผ่านสภาวะธรรมแยกย่อย จนเราเริ่มสัมพันธ์กับ reality ที่ใหญ่มากขึ้น reality ที่เปิดสู่ความว่างหรือความเป็นทั้งหมด ความว่างที่ไม่แยกขาดจากสภาวะอื่นๆ ที่เกิดขึ้นในร่างกาย เราเรียนรู้ที่จะนั่งในท่าทีที่เปิดออกสู่ reality ทั้งทางร่างกาย หัวใจและลงรากหยั่งไปในพื้นดิน

สถาบันวัชรสิทธา ก่อตั้งขึ้นเพื่อเป็นพื้นที่ทดลองทางการศึกษา บนพื้นฐานของการภาวนา การใคร่ครวญด้วยใจ และการแลกเปลี่ยนประสบการณ์อย่างเป็นมนุษย์ระหว่างผู้เรียน