บทความโดย มุทิตา
ภาพประกอบโดย Nakkusu
Who Am I ? คือห้องเรียนที่ใช้เวลาเพียง 2 วัน ตั้งโจทย์โดยใช้รากของคำถามเชิงปรัชญาที่มนุษยชาติล้วนกระเสือกกระสนค้นหาคำตอบมาหลายชั่วอายุคน
เอลิซาเบท โอมสเตท ผู้ปฏิบัติสายวัชรยาน อธิบาย identity ในมุมมองของพุทธธรรมทั้งขั้น หินยาน มหายาน วัชรยาน ที่แม้จะมีระดับความต่างของคำอธิบาย แต่ก็ล้วนชี้ว่า ตัวตนไม่มีความตายตัว-ถาวร และ fixed identity ที่จิตเราหมั่นปรุงแต่งนั้นเป็นรากฐานของความทุกข์
มันเหมือนทั้งหมดเป็นข่าวร้าย แต่เชื่อเถิดว่ามันเป็นข่าวดี !… ผู้สอนให้กำลังใจไว้เช่นนั้น
‘มาธยมิกะ’ เป็นบทเรียนแรกที่เราเริ่มสำรวจสารัตถะของสิ่งต่างๆ รวมถึง identity หรือตัวตนอันเป็นธีมหลักของห้องเรียนนี้ มันเป็นคำสอนในสายมหายาน พัฒนาโดยนาคารชุน คำว่า Madhyamaka แปลว่า ‘ทางสายกลาง’ ในภาษาสันสกฤต หมายถึงแนวคิดที่ยืนอยู่ระหว่างความสุดโต่งสองด้าน คือ การไม่ยืนยันว่าทุกสิ่งมีสารัตถะถาวร และไม่ปฏิเสธความเป็นจริงของโลกโดยสิ้นเชิง
เอลิซาเบธทำให้น่าสนใจขึ้นเมื่อเทียบกับปรัชญาตะวันตกอย่างแนวคิดของเพลโต ซึ่งมีความพยายามในจุดใกล้เคียงกันที่จะใคร่ครวญแยกส่วนสิ่งต่างๆ เพื่อหาสารัตถะที่แท้จริง หรือ essence ของสิ่งนั้น นักเรียนปรัชญาอาจคุ้ยเคยกับตัวอย่างคลาสสิคของ ‘โต๊ะ’ คำถามคือ essence ของโต๊ะคืออะไร? คำอธิบายอาจมีทั้งรูปทรง ฟังก์ชั่น วัสดุ ฯลฯ องค์ประกอบทั้งหลายรวมกันกลายเป็น ‘ป้ายชื่อ’ เพื่อสร้างความเข้าใจร่วมว่านั่นคือโต๊ะ แต่เมื่อค้นหาสารัตถะที่ไม่เปลี่ยนแปลง ไม่ขึ้นกับเหตุปัจจัย เรากลับไม่พบ ‘ความเป็นโต๊ะ’ โดยตัวมันเอง “There is no table. We impute tableness onto reality called table.” แต่จะบอกว่าไม่มีโต๊ะอยู่เลยก็ไม่ใช่ มันยังมีโต๊ะให้เราใช้วางของ ให้เราเดินชนแล้วเจ็บเล็บเท้าอยู่เสมอ กล่าวได้ว่า มันมีอยู่แต่มันไม่ได้มี essence โดยตัวมันเอง
ความเข้าใจในทางตรรกะเหตุผลเรื่อง ‘ป้าย’ ของสิ่งต่างๆ รวมถึงป้ายที่เราให้แก่ตัวเราเองเป็นพื้นฐานสำคัญที่จะต่อเชื่อมกับการภาวนาซึ่งจะสร้างความเข้าใจในระดับประสบการณ์ ในการฝึกแบบค่อยเป็นค่อยไป ทิเบตมีคำเรียกรูปแบบนี้ว่า “ลัมริม” หรือการฝึกแบบขั้นบันได พัฒนาขึ้นทีละขั้นในการขัดเกลาหรือทำความเข้าใจความไม่มีอยู่ของตัวตนที่เที่ยงแท้ถาวร เพื่อให้มองเห็นความจริงต่างๆ ที่เกิดขึ้นอย่างที่เป็นจริง
เพราะตัวตนที่เรายึดไว้เป็นสิ่งกั้นขวางการมองเห็นนี้ เราตีความ เราคาดหมาย เราปกป้องตัวตนด้วยวิธีการต่างๆ เมื่อเผชิญกับ reality มันเกิดขึ้นอย่างรวดเร็วแทบจะอัตโนมัติ เป็นไปตามความเคยชิน และส่วนใหญ่แล้วไม่ทันรู้ตัว การฝึกปฏิบัติภาวนาเหมือนสร้างช่องว่างที่เราจะผ่อนคลายจากตัวตนและความเคยชินเดิมๆ แล้วเปิดศักยภาพในการมองเห็นสิ่งที่เกิดขึ้นอย่างที่มันเป็น ก่อนที่ตัวตนของเราจะวิ่งเข้าไปจับสิ่งนั้น ช่องว่างนั้นอาจเป็นเพียงช่องเล็กๆ บางห้วง บางขณะ แต่มันเป็นจุดตั้งต้นที่สำคัญสำหรับการทำความเข้าใจตัวเอง ผู้อื่น โลก ความเชื่อมโยงนั้นจะเกิดขึ้นโดยธรรมชาติ ใครหลายคนกล่าวว่า สิ่งนี้เป็นแหล่งบ่มเพาะความกรุณา (compassion) และปัญญา (wisdom) ไม่ว่าในสถานการณ์ที่ยากลำบากเพียงใด
ฉันขอทดลองยกตัวอย่างประสบการณ์ส่วนตัวที่สังเกตได้จากเพื่อนคนหนึ่ง ซึ่งอาจนิยามได้ว่าเป็นผู้ปฏิบัติ แม้ไม่สมาทานว่าเป็นชาวพุทธหรือฝึกฝนในสายธรรมไหนโดยเฉพาะ เธออยู่กับการใคร่ครวญ การภาวนา อยู่กับการสังเกตร่างกายมายาวนาน ท่ามกลางสายสัมพันธ์อิรุงตุนังของชีวิตและความทุกข์ วันหนึ่งเธอกล่าวประโยคสั้นๆ ว่า การปฏิบัติของเธอทำให้ “voice becomes sound” ฉันเชื่อมโยงเอาว่ามันเปิดโอกาสให้เธอเห็นสิ่งต่างๆ ได้กว้างขวางขึ้น และดังนั้นจึงไม่แปลกใจที่เธอสามารถมองเห็นความเสียใจของผู้ด่าภายใต้คำด่าที่ได้รับ ความเปราะบางภายใต้ความก้าวร้าว ความกลัวภายใต้การควบคุม ฯลฯ หรือกระทั่งเห็นบางส่วนเสี้ยวของตัวเองในผู้อื่นและเห็นบางส่วนเสี้ยวของผู้อื่นในตัวเอง
อย่างไรก็ตาม ในสายวัชรยานมีการฝึกที่แตกต่างจากหินยานซึ่งเป็นลำดับขั้น โดยนำเอา buddha-nature หรือพุทธภาวะอันเป็นปลายทางหรือผลลัพธ์มาเป็นจุดตั้งต้น เนื่องจากเชื่อว่าพุทธภาวะอยู่ภายในทุกผู้คน มันไม่ได้หมายถึงการมี ‘บางสิ่งบริสุทธิ์’ ซ่อนอยู่ แต่คือความเป็นไปได้ที่จิตจะไม่ถูกนิยามตายตัวด้วยความสับสน ความกลัว หรืออัตตา เพราะสิ่งเหล่านั้นล้วนเป็นสภาวะที่เกิดขึ้นและดับไปได้ การตื่นรู้จึงไม่ใช่การสร้างสิ่งใหม่ แต่เป็นการเห็นสิ่งที่ถูกปิดบังอยู่
โลกปรากฏการณ์ทั้งหมดดูจะหา essence ไม่ได้ เพราะขึ้นกับเงื่อนไข ไม่เที่ยงแท้ถาวร เปลี่ยนแปลงได้ราวกับริ้วคลื่นในมหาสมุทร มาแล้วก็ไป เราเรียกทั้งหมดนี้ว่า relative truth เอลิซาเบธชี้ว่า ในท่ามกลางความไม่เที่ยงนั้น คำสอนวัชรยานชี้ให้เห็นธรรมชาติของการรู้ที่ไม่ถูกจำกัดด้วยการเกิดดับของสิ่งที่ปรากฏ ผ่านแนวคิดเรื่อง buddha-nature และสัมพันธ์กับสิ่งที่ในมหายานเรียกว่า absolute truth มันไม่ใช่สิ่งพิเศษ หากเป็นความธรรมดา เปลือยเปล่า ของการรู้เมื่อไม่มีอัตตาเข้าไปจับหรือปรุงแต่ง
ในสายวัชรยานมี อุปายะ’ (skillful means) หรือ วิธีการหลากหลายในการเข้าไปสัมผัสกับสภาวะนี้ รูปแบบที่เป็นที่นิยมมากคือการ visualize oneself as a deity หรือการนิรมิตตนเป็นพุทธะ อย่างไรก็ดีในการฝึกนี้ก็ยังคงต้องฝึกฝนบนเส้นทางของลัมริม เพื่อขัดเกลาอุปสรรคและเครื่องกั้นขวางจิตทีละน้อย วัชรยานเพียงทำงานกับอุปสรรคใหญ่ตรงๆ คือ การเชื่อหรือการยึดในอัตตาว่ามีอยู่จริง
หลายคนไม่มั่นใจว่าจะตั้งนิมิตอย่างไร พุทธะต้องเป็นแบบไหน ดูเหมือนเอลิซาเบธไม่ได้ทำให้มันเป็นเรื่องใหญ่มากไปกว่า การนั่งอย่างผ่อนคลาย วางแกนลำตัวตรง รู้สึกถึงการต่อเชื่อมระหว่างฟ้า-ดิน เปิดกว้าง ดำรงตนอยู่ในปรัชญาปารมิตา และปราศจากความลังเลสงสัย “กระโจนไปเลย” เธออธิบายว่าในการปฏิบัติอาจจะมีแว่บหนึ่งที่เรารู้สึกได้ถึงการไปพ้นอดีต ปัจจุบัน อนาคต เกิดขึ้น “completely open, wide, silence” สิ่งนี้สามารถอุ้มสุ้มเสียงของจักรวาลได้หมด เพียงเราปล่อยจากการต้านใดๆ ในระหว่างทางอาจมีเซนส์ของการต้านก็เพียงสังเกตดู แล้วให้ความไว้วางใจต่อธรรมชาติอันไร้เงื่อนไข ออกจากการยึดกับสิ่งที่เราคิดว่าเราเป็น ไปสู่ buddha-nature ซึ่งแม้เรายังไม่เข้าใจทั้งหมดนี้ก็สามารถทำไปก่อนได้
การภาวนาในลักษณะนี้เหมือนการเปลี่ยนสภาวะจิตให้ปล่อยมือจากตัวตนชั่วขณะ เพื่อเป็นพื้นฐานไปสู่การใช้จิต investigate จิตในแนวทางของมหามุทรา ในระหว่างภาวนาเอลิซาเบธค่อยๆ ชี้ว่า หากมีความคิดหรืออารมณ์ใดเกิดขึ้น ให้ผู้ปฏิบัติหมุน critical intelligence กลับไปมองยังสภาวะภายใน มองสิ่งนั้นตรงๆ การภาวนาไม่ได้พยายามหยุดความคิด แต่ใช้ความคิดเองเป็นวัตถุแห่งการสำรวจ เธอถามอย่างอ่อนโยนใน 3 คำถามหลักว่า ความคิดนั้นมาจากไหน? มันอยู่ตรงไหน? และมันไปไหน? นี่ไม่ใช่โจทย์ที่ให้ตอบด้วยเหตุผล แต่เหมือนเป็นการหันแสงไฟไปยัง moment ของ thought
หากใช้สมอง เราอาจตอบคำถามของเอลิซาเบธว่า ความคิดนี้มาจากเงื่อนไขปัจจัย 1 2 3 4 แต่กรณีนี้เป็นการใช้จิต ‘มองตรง’ เมื่อความคิดเกิดขึ้น จิตถูกเชิญให้มองอย่างละเอียดว่า ก่อนเกิดขึ้นมันอยู่ที่ใด เมื่อกำลังเกิดขึ้นมันตั้งอยู่ตรงไหน และเมื่อดับไปแล้วมันไปที่ใด การพิจารณาเช่นนี้ไม่ได้มุ่งหาตำแหน่งจริงของความคิด หากเพื่อให้เห็นว่าแม้ความคิดจะปรากฏอย่างชัดเจน แต่กลับไม่มี substance หรือ fixed identity ที่จับต้องได้
เมื่อมองลึกลงไป ความคิดดูเหมือนเกิดขึ้น แต่ไม่อาจระบุแหล่งกำเนิดที่แน่นอนได้ ขณะดำรงอยู่ก็ไม่พบแก่นกลางที่ตั้งมั่น และเมื่อสลายไปก็ไม่อาจชี้ว่ามันเคลื่อนไปสู่ที่ใด ประสบการณ์นี้ทำให้ค่อยๆ เห็นว่า ความคิดไม่ได้มีอยู่ในแบบที่จิตเคยเชื่อ หากเป็นเพียงการปรากฏชั่วคราวของกระแสการรับรู้ที่อาศัยเหตุปัจจัย
กระบวนการนี้สามารถที่จะใช้ไปได้หลายชั้นไม่สิ้นสุด เราใช้ 3 คำถามนี้ได้อีกกับ ‘watcher’ หรือจิตที่เป็นผู้สังเกตอีกชั้นและอีกชั้น
แน่นอนว่า การฝึกสนุกยิ่งขึ้นเมื่อเอลิซาเบธหยิบยกโควทที่โด่งดังที่สุดอันหนึ่งมาให้พิจารณา ‘I think therefore I am’ ของเรอเน เดคาร์ต ถึงตอนนี้เราอาจคิดกับประโยคนี้ได้ลึกขึ้น หรือมองมันแตกต่างไป
ผู้สอนยังชี้ว่า sense ของการตื่นรู้เช่นนี้ ไม่ใช่ความคิด แต่เป็น underlying awareness หรือความรู้ตัวที่ไม่ปรากฏเป็นเนื้อหาของความคิด แต่เป็นความเปิดโล่งของการรู้ซึ่งทำให้ความคิดและประสบการณ์ทั้งหลายเกิดขึ้นและดับไปได้ มันไม่ใช่สิ่งๆ หนึ่งแยกออกมา แต่เป็นภาวะรู้ที่ไม่ปรากฏเป็นวัตถุ aware ทุกอย่างและมีเซนส์ของการรวมทุกอย่างโดยที่เราไม่ต้องทำอะไร เพียงตระหนักรู้เฉยๆ และนี่เองเป็นการเริ่มต้นแตะกับ buddha-nature
เธอยังย้ำว่า ท่ามกลางชีวิตอันอลหม่านและความทุกข์นานา เราเพียง relax, break, remember! จำให้ได้ว่า ตัวเราสามารถตระหนักรู้การปรุงแต่งของความคิดได้ และฝึกฝนกลับมาหาสิ่งนี้ให้บ่อยเท่าที่จะทำได้ในชีวิตประจำวัน
ผู้สอนสรุปว่า กระบวนการทั้งหมดนี้จะทำให้เกิด “ตัวตนที่โปร่งใส” (transparent cocoon) หรือการมองเห็นสิ่งต่างๆ ที่เราสะสมและคิดว่าเราเป็น เราแทบไม่จำเป็นต้องพยายามควบคุมหรือเปลี่ยนแปลงสิ่งใด แม่ยังคงขี้บ่นหนักหนาเช่นเดิม สามียังคงติดเหล้าเมาหัวราน้ำ แต่เรา ‘เห็น’ มัน เพียงมองเห็น ยอมรับ และทำงานกับตัวตนต่อไป มันไม่ใช่ว่าเมื่อฝึกปฏิบัติแล้วจะไม่มีเรื่องเลวร้ายเกิดขึ้นกับเรา แต่การสะท้อนของเราต่อสิ่งต่างๆ จะเริ่มเปลี่ยนแปลงไป
น่าคิดต่อไปว่า ความเปลี่ยนแปลงที่ละเอียดอันเริ่มจากตัวเราเช่นนี้จะส่งผลให้ค่อยๆ เปลี่ยนสิ่งต่างๆ ไปบ้างหรือไม่
เมื่อกลับไปที่คำให้กำลังใจแรกของเอลิซาเบธว่า นี่ไม่ใช่ข่าวร้าย ประโยคต่อไปของเธอก็คือ การเรียนรู้ emptiness เป็นข่าวดีที่เราจะได้พบกับอิสรภาพ !
บทความสะท้อนประสบการณ์จากห้องเรียนพุทธธรรม Who am I? กับ เอลิซาเบธ โอมสเตท 28-29 มีนาคม 2569 ณ วัชรสิทธา
