ลัมริม : บันไดสู่การตรัสรู้ที่ถึงจุดหนึ่งต้องถูกสลัดทิ้งไป

บทความโดย ทีมงานวัชรสิทธา


ในคลาส “Who am I?” เอลิซาเบธ โอมสเตท พูดถึงคำสอน “ลัมริม” ซึ่งเปรียบได้กับลำดับขั้นพัฒนาการทางธรรมที่ผู้ปฏิบัติก้าวหน้าไปบนเส้นทาง เธอเชื่อมโยงลัมริมกับแนวทางแบบ “พัฒนาตัวเอง” จากมุมมองของการทำงานกับอัตตา เพื่อแปรเปลี่ยนการยึดมั่นในอัตตาไปสู่การหลุดพ้น แนวคิดแบบพัฒนาตัวเองเช่นนี้ถือเป็นสิ่งที่พบเห็นได้ทั่วไปแทบจะทุกประเพณีปฏิบัติทางจิตวิญญาณ แม้แต่ในพุทธศาสนาเอง การภาวนาก็สามารถถูกมองเป็นหนทางในการพัฒนาตัวเองแบบหนึ่ง เราปรารถนาเป็นคนที่ดีขึ้น มีความโกรธน้อยลง มีสติปัญญาเพิ่มพูนขึ้น มีความรักความกรุณาต่อผู้อื่นมากขึ้น ฯลฯ ลำดับขั้นของการพัฒนาตัวเองค่อยๆ ไต่สูงขึ้นไปถึงความเป็นอริยบุคคลผู้หลุดพ้นจากกิเลส โดยเป็นพระพุทธเจ้าเป็นขั้นสูงสุด

หากเราปรารถนาที่จะบรรลุเป็นพระพุทธเจ้า ซึ่งเป็นเส้นทางครบถ้วนสมบูรณ์ที่สุดในพุทธศาสนา จากมุมมองแบบลัมริม เราจำเป็นต้องผ่านการสั่งสมบุญกุศล พัฒนาคุณธรรมความดีและสติปัญญา บำเพ็ญบารมีไปตามลำดับขั้น กระทั่งบรรลุธรรมชาติสูงสุดแห่งพุทธภาวะในที่สุด

ลัมริม มาจากภาษาทิเบต “ลัม” แปลว่า หนทาง และ “ริม” แปลว่า ลำดับขั้น

ลัมริม จึงหมายความถึง การจัดระบบคำสอนทั้งหมดของพระพุทธเจ้าให้เป็นลำดับที่เข้าใจได้และปฏิบัติได้จริง อย่างเช่น การที่พุทธศาสนาทิเบต แบ่งคำสอนออกเป็นไตรยาน ได้แก่ หินยาน มหายาน และวัชรยาน แต่ละยานก็มีลำดับขั้นในการทำความเข้าใจและการปฏิบัติตามลำดับ ถือเป็นตัวอย่างหนึ่งของลัมริม

ในมุมมองของพุทธศาสนามหายาน คำสอนของพระพุทธเจ้าศากยมุนีที่ได้รับการสืบทอดจากรุ่นสู่รุ่น มีพัฒนาการคำสอนทั้งทางด้านหลักปรัชญา เทคนิควิธีการในการปฏิบัติ และภาษาที่ใช้สื่อตรงถึงผลลัพธ์แห่งการรู้แจ้ง ตลอดยุคสมัยแห่งการงอกงามของพุทธศาสนาในอินเดีย โดยคำสอนลัมริมนี้ ถือได้ว่ามีรากฐานจากพุทธศาสนาอินเดีย โดยเฉพาะผลงานของท่านอติศะ ธรรมาจารย์ผู้มีชื่อเสียงในศตวรรษที่ 11 ที่เดินเท้าจากอินเดียไปเผยแผ่ธรรมยังดินแดนหิมาลัย ด้วยคำขอจากกษัตริย์จางชุบโอ ที่ต้องการให้อติศะช่วยสรุปหลักธรรมคำสอนให้ครบถ้วนเข้าใจง่าย เพื่อชี้แจงทัศนะที่ผิดพลาดและอาจนำไปสู่การขัดแย้งแตกแยก ท่านจึงได้เขียนคัมภีร์ที่มีชื่อว่า พุทธปาทประทีป (Lamp for the Path to Enlightenment) ซึ่งอาจถือว่าเป็น “root text” ของคำสอนลัมริมเลยก็ว่าได้ ซึ่งถือเป็นคัมภีร์สำคัญของสายคะดัมปะในทิเบต ซึ่งต่อมาได้ถูกพัฒนาต่ออย่างสมบูรณ์โดยท่าน เจ ซงคาปะ ผู้รจนาคัมภีร์ “ลัมริม เช็นโม” (คัมภีร์อันยิ่งใหญ่ว่าด้วยขั้นตอนแห่งหนทางสู่การตรัสรู้)

ลัมริม ประกอบด้วย สามระดับของผู้ปฏิบัติ

ระดับต้น : ผู้ปฏิบัติมุ่งสู่การหลุดพ้นจากความทุกข์ส่วนบุคคล ละกรรมชั่ว ทำกรรมดี สั่งสมบุญกุศล พัฒนาจิต เพื่อไม่หวนสู่ภพภูมิเบื้องต่ำ

ระดับกลาง : ผู้ปฏิบัติมุ่งหลุดพ้นจากวัฏสงสาร พัฒนาความเข้าใจในอริยสัจ เพิ่มพูนปัญญาแห่งการรู้แจ้ง และศรัทธาในพระนิพพาน

ระดับสูง : มุ่งสู่การบรรลุพุทธภาวะเพื่อปลดปล่อยเพื่อนมนุษย์และสรรพสัตว์ บ่มเพาะโพธิจิต ปฏิบัติบารมีหก และตั้งมั่นบนเส้นทางโพธิสัตว์

ในแง่มุมของการปฏิบัติภาวนา ลัมริมจะค่อยๆ เปลี่ยนมุมมองชีวิตจากการเอาตัวเองเป็นศูนย์กลาง ไปสู่การเห็นความจริง ปัญญาญาณและความกรุณาในการปลดปล่อยความทุกข์ของสรรพชีวิตทั้งมวล เป็นการพัฒนาจิตที่มัวหมองไปสู่จิตที่แจ่มกระจ่างสว่างไสว

แนวทางลัมริม ถือเป็น traditional approach ที่ถูกใช้กันในแทบทุกประเพณีปฏิบัติทางศาสนา ในพุทธศาสนาก็เช่นกัน เราสามารถไต่บันไดสู่การหลุดพ้น ศึกษาและปฏิบัติธรรมเป็นเวลานาน ทุ่มเทพยายามละวางตัวตน ขัดเกลากิเลส สั่งสมบุญกุศล เพื่อเป็นคนที่ดีขึ้น เอลิซาเบธ ชี้ให้คิดว่า ณ จุดหนึ่ง แนวทางแบบลัมริมนี้จำเป็นต้องถูกสลัดทิ้งไป เราไม่สามารถแบกเรือหรือแบกบันไดเข้าสู่นิพพานได้ และนี่เองคือความหมายของการ “ข้ามฝั่ง” ในปรัชญาปารมิตา

เมื่อสลัดแนวทางแบบลำดับขั้นทิ้งไป เราพลิกเปลี่ยนจุดอ้างอิงไปสู่การวางใจในธรรมชาติอันบริสุทธิ์เดิมแท้ “พุทธภาวะ” หรือ Buddha Nature ดังที่ปรัชญาปารมิตาแสดงมุมมองดังกล่าวไว้

“ไม่มีทุกข์ ไม่มีเส้นทางพ้นทุกข์ ไม่มีปัญญา ไม่มีการบรรลุธรรม และไม่มีการไม่บรรลุธรรม เพราะเหล่าโพธิสัตว์ไม่มีการบรรลุธรรม พวกเขาดำรงตนบนหนทางแห่งปรัชญาปารมิตา ด้วยปราศจากเครื่องกั้นขวางจิต พวกเขาจึงไม่มีความกลัว พวกเขาก้าวข้ามความผิดพลาด และเข้าสู่พระนิพพานโดยสมบูรณ์”

เราดำรงอยู่ในธรรมชาติสูงสุด วางใจในท้องฟ้าว่างแห่งการตระหนักรู้ ที่ทุกปรากฏการณ์จะปลดปล่อยตัวมันเอง





สถาบันวัชรสิทธา ก่อตั้งขึ้นเพื่อเป็นพื้นที่ทดลองทางการศึกษา บนพื้นฐานของการภาวนา การใคร่ครวญด้วยใจ และการแลกเปลี่ยนประสบการณ์อย่างเป็นมนุษย์ระหว่างผู้เรียน