บทความโดย วรวรรณ จุลละโพธิ
“เส้นทางไม่ได้ต้องถูกแปะป้ายว่าจิตวิญญาณเสมอไปหรอกนะ มันก็เป็นแค่ journey — journey ที่ประกอบไปด้วยการแลกเปลี่ยนความจริงของสิ่งนี้กับสิ่งนั้น หรือกับความไม่จริงของมันก็ได้ การสัมพันธ์กับการแลกเปลี่ยนเหล่านี้ ในฐานะกระบวนการที่มีชีวิต กระบวนการแห่งการดำรงอยู่ นั่นแหละก็คือเส้นทาง
— จาก Crazy Wisdom by Chögyam Trungpa Rinpoche
ในการภาวนาในช่วงแรกๆ การแปะป้ายอารมณ์หรืออาการทางกายต่างๆ เป็นสิ่งที่ทำให้เราเริ่มมีการตระหนักรู้ในขั้นแรกที่เชื่อมโยงกับตัวตน แต่พอเราภาวนาไประยะหนึ่ง กลับเป็นอุปสรรคที่สำคัญในการไปต่อและลงลึกกับประสบการณ์ยิ่งขึ้น ยิ่งแปะป้าย เราก็ยิ่งไม่ยอมปล่อยจากสิ่งสิ่งนั้น ความคุ้นชินหรือคำที่คุ้นเคยกลับทำให้เราไม่ก้าวข้ามสภาวะนั้นๆ เพราะเรามอบป้ายชื่อให้กับสภาวะนั้นแล้วว่าเคยประสบมาก่อน ทั้งๆ ที่ทุกสิ่งทุกอย่างก็ผันแปรเปลี่ยนไปในแต่ละชั่วขณะ แต่เราก็ยังกลับไปให้ค่าตามแบบเดิมๆ ที่เราเคยให้ค่า กับความทรงจำหรือความคุ้นเคยในอดีตที่ทำให้เราสรุปทุกอย่างไปในทิศทางที่เคยเป็นมาก่อนไปเสียหมดทุกอย่าง
การแปะป้ายทำให้เราคุ้นเคย ทำให้เราแบ่งประเภททุกสิ่งทุกอย่าง จับลงใส่กล่อง อันไหนจับลงกล่องไม่ได้ เราก็ไม่ปรารถนาที่จะสัมพันธ์ด้วย เราต้องการชีวิตที่ชัดเจน ไม่ต้องการมีสิ่งที่คาดเดาไม่ได้หรือจัดการไม่ได้ในชีวิต
ตรุงปะ รินโปเช กล่าวว่า “ตัวตนขยายขอบเขตไปไกลได้เท่าๆ ที่จะเป็นไปได้ด้วยการแปะป้ายและให้คำจำกัดความมากเท่าที่มันจะสามารถทำได้” และเอาเข้าจริง เมื่อย้อนกลับไปมองชีวิต เรานิยมชมชอบการแปะป้ายมาตั้งแต่เกิด ตั้งแต่เราโตมา เราก็มีป้ายชื่อที่นำหน้าด้วยเด็กหญิง เด็กชาย พ่อแม่ส่งเราเข้าโรงเรียนที่ดีที่สุด เพื่อเริ่มแปะป้ายให้กับลูกรักเรื่องการศีกษา ป้ายโรงเรียนสหศีกษา โรงเรียนเอกชน คนรวย คนจน มีพ่อมีแม่ พ่อแม่แยกทางกัน จบการศึกษาจากไหน สาขาอะไร บ้านอยู่แถวไหน ไปเรียนเมืองนอกที่ประเทศไหน สถานะทางสังคมตอนนี้เป็นอย่างไร พอลูกเป็นวัยรุ่นก็เริ่มหาซื้อสินค้าแบรนด์เนม กระเป๋าถือ เสื้อผ้า รองเท้า มาประดับกาย ให้ดูมีการแปะป้ายสินค้าชื่อดังเพื่อแสดงถึงฐานะอันร่ำรวย เอกลักษณ์ประจำตัวที่แต่ละคนจะสรรค์สร้างให้กับตัวเองเพื่อให้ดูน่าสนใจ พอเรียนจบมาทำงาน เราก็เสาะหา ป้ายบริษัทที่มีชื่อเสียง ป้ายตำแหน่ง ฐานเงินเดือน รถประจำตำแหน่ง สวัสดิการ เราคบเพื่อนระดับไหน เราใช้ชีวิตอย่างไร เราต้องการเติบโตไปดำรงตำแหน่งเป็นป้ายในสังคมระดับไหน สร้างครอบครัวแบบใด มีลูกส่งไปเรียนโรงเรียนระดับไหน แก่และตายในฐานันดร ยศศักดิ์อะไร ทุกอย่างในชีวิตคือการแปะป้าย
“นิสัยการแปะป้ายเป็นการแบ่งประเภทของสิ่งที่จะสื่อสารออกมาภายนอกหรือไม่ก็ภายในใจ การแบ่งแยกพฤติกรรม หรือแปะป้ายให้ตัวเอง บ่อยครั้งเป็นทางลัดในการระลึกได้หรือคาดเดาพฤติกรรม สร้างความคุ้นชินต่างๆ นานา แต่ก็นำไปสู่การเหมารวมที่ไม่ได้ถูกต้อง หรือมีข้อจำกัด ถ้าเรายึดเป็นสรณะ การแปะป้ายเหล่านี้จะก่อให้เกิดกรงขังเฉพาะ ที่เป็นอุปสรรคต่อการเติบโตภายในหรือทำลายความสัมพันธ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน”
– จาก Article “Is our Obsessions with label a dangerous habit?” by Lorraine Forrest-Turner
ผลกระทบหลักๆ ของนิสัยการแปะป้ายมีทั้งต่อตนเองและต่อผู้อื่น การแปะป้ายให้ตนเอง เช่น ฉันเป็นนักวิ่ง กับ ฉันกำลังพยายามวิ่ง จะทำให้พฤติกรรมเหล่านี้แข็งตัวและกลายเป็นเอกลักษณ์หรือตัวตน ทำให้นิสัยเหล่านั้นอยู่คงทน ในทางกลับกัน
การแปะป้ายทางลบให้กับตัวเอง เช่น ฉันเป็นคนขี้เกียจ ทำให้เราไม่ยอมที่จะเปลี่ยนแปลง ส่วนผลกระทบต่อผู้อื่น เราก็จะแบ่งแยก แบ่งประเภทผู้อื่น เป็น คนนี้ขี้เกียจ คนนี้ทำงานด้วยยาก คนนี้ฉลาด เราแปะป้ายให้กับพฤติกรรมในอดีตของเขาว่าจะสามารถคาดเดาพฤติกรรมในอนาคต บ่อยครั้งเราต้องการที่จะจัดการลดความซับซ้อนและคาดเดาไม่ได้ของบุคคล แต่กลับนำไปสู่ความมักง่ายและการเหมารวมที่ไม่ได้ถูกต้อง ทั้งนี้ทั้งนั้น ถ้าเราปรารถนาที่จะสัมพันธ์กับปรากฏการณ์ต่างๆ ตามที่เป็นจริง
เราต้องกล้าที่จะมองลงไปในสิ่งที่เราให้ค่า หรือป้ายที่เราแปะ ว่ามีอะไรอยู่ข้างใต้ มีอะไรที่เราซ่อนเงื่อนไว้ในการแปะป้ายทั้งหลาย เราอาจจะค้นพบในที่สุดว่า ในบางกรณีสิ่งที่เราไปจับยึดนั้นก็เพื่อตอบสนองตัวตนที่เราไม่ยอมให้พังทลาย เราต้องการจะยึดโยงกับคนที่เรารัก งานที่เราชอบ สิ่งต่างๆ ที่นิยามความสำเร็จหรือการมีอยู่ของตัวเราที่ไม่ได้มีอยู่จริงตั้งแต่แรก
เราค้นพบว่า การภาวนาเปลี่ยนท่าทีของเราในมองลึกลงไปในการเกิดขึ้นของการแปะป้ายต่างๆ ให้กับสภาวะจิต ตั้งแต่เกิดความคิดขึ้นมา แทนที่แต่ก่อน เราจะไม่สนใจความคิดนั้นหรือพยายามให้มันหายไป แต่เราปล่อยให้มันเกิดขึ้น เรามองทบกลับไปข้างใน เราเริ่มตั้งคำถามกับความคิดที่ผุดขึ้นมา ด้วยการมองลึกลงไปว่า ความคิดนั้นมาจากไหน ไปสู่ที่ใด มีรูปรสกลิ่นเสียงอย่างไร มีตัวตนการดำรงอยู่จริงหรือไม่ การภาวนาด้วยการมองอย่างลงลึก โดยไม่แช่อยู่กับสภาวะสงบบางอย่าง จะทำให้เราเริ่มเห็นถึงความไม่แน่นอน ความไม่เที่ยงของสิ่งต่างๆ ในชีวิตที่เรากำลังยึดไว้อยู่ และเมื่อเราตระหนักถึงการไม่มีอยู่จริงของความคิดนั้นๆ เราก็สามารถที่จะพักจิตหรือการตระหนักรู้ไว้ในพื้นที่ที่เปิดกว้างและไร้ขอบเขตที่อยู่ตรงนั้นเสมอ
เยเช โซกยัล โยคินีคู่ธรรมของคุรุปัทมสมภพ และครูในสายธรรม ครั้งหนึ่งได้เอ่ยถามคุรุว่า เราจะสามารถเป็นอิสระจากการยึดติดจากการแปะป้ายได้อย่างไร?
คุรุปัทมสัมภาวะตอบว่า:
เมื่อเธอเป็นอิสระจากกิจกรรมทางความคิด การแปะป้ายทางจิต
เธอจะเป็นอิสระจากการติดป้าย “ดี” และ “ชั่ว”
และเมื่อเธอเป็นอิสระจากสิ่งเหล่านั้น
เธอจะเป็นอิสระจากการยึดติดกับชี่อเรียกแปะป้ายเหล่านั้นเมื่อจิตเป็นอิสระจากความคุ้นเคยทางความฝัน
เธอก็จะเป็นอิสระจากการติดชื่อให้กับสิ่งต่างๆ
การเป็นอิสระจากการติดชื่อให้สิ่งต่างๆ เธอก็จะเป็นอิสระจากป้ายของ
“บาร์โด ชีวิตหลังความตาย,” และเมื่อเป็นอิสระจากบาร์โด
เธอก็จะเป็นอิสระจากการแปะป้าย “เกิดและตาย”
เมื่อเป็นอิสระจากสิ่งเหล่านี้
เธอก็จะสามารถหยุดวงจรการเกิดที่ไม่รู้จักจบสิ้นในสังสารวัฎ
ในเมื่อความคิดเป็นผู้แปะป้ายให้ปรากฎการณ์ทั้งหลาย
ส่งผลให้การให้ชื่อเหล่านี้ล้วนไม่เป็นความจริง
ดังนั้น จะดีกว่าถ้าเราเป็นอิสระจากการแปะป้าย
จาก Padmasambhava – Treasures From Juniper Ridge
