บทความโดย มุทิตา เชื้อชั่ง
ภาพประกอบโดย Nakkusu
รีทรีทมหายาน “Second Turning Intensive Retreat” เป็นกิจกรรม 5 วันที่เข้มข้นยิ่ง ผสมผสานด้านทฤษฎีเข้ากับการปฏิบัติภาวนาครี่งต่อครึ่ง ทำให้เปิดระบบการทำงานของเราในหลายส่วน
‘สมอง’ – ศึกษาหลักปรัชญา คำอธิบายภาพใหญ่-ภาพย่อย ผ่านการขบคิด ใคร่ครวญ เพื่อเข้าใจสาแหรกของพุทธศาสนา ค่อยๆ แกะ ‘ชิ้นส่วน’ ของมหายานโดยละเอียด เพื่อเข้าถึงสารัตถะอันซับซ้อนและไม่ซับซ้อนในเวลาเเดียวกันของมัน
‘หัวใจ’ – คำสอนทั้งหลายไม่เพียงกระทบความคิด แต่ซึมเข้าสู่ความรู้สึกไม่มากก็น้อย แม้ผู้ที่มี critical mind ขั้นเทพก็น่าจะสัมผัสได้ถึงความอ่อนโยนของคำสอนที่มีต่อสรรพชีวิต
‘จิต’ – การปฏิบัติภาวนาเป็นประสบการณ์ส่วนตัวอย่างยิ่ง เป็นทั้งการปักหลักกับ presence และเปิดออกอย่างไพศาลกับ open awareness ประสบการณ์เหล่านี้ย่อมแตกต่างไปตามแต่ละบุคคลและไปพ้นคำอธิบาย พูด/เขียนยังไงก็ยากที่จะตรงสิ่งซึ่งเกิดอยู่ภายใน และการได้อยู่ใน setting ของธรรมชาติ-ผู้คนที่วางใจไว้ข้างเคียงกันก็ส่งเสริมให้การสำรวจจิตทำงานได้ง่ายขึ้น
เราอาจมองได้ว่า กิจกรรมนี้รองรับผู้คนหลากหลาย ทั้งผู้เน้นหัว เน้นใจ หรือเน้นการปฏิบัติ แต่ก็อาจมองได้อีกด้วยว่า การผสมผสานนี้โดยตัวมันเองเหมาะแก่ทุกผู้คนเพราะมันส่งเสริมให้เกิด wisdom ในทุกมิติ เท่าที่จะไปถึงได้
นี่อาจเป็นเอกลักษณ์ในสายธรรมของเชอเกียม ตรุงปะ รินโปเช ซึ่งนำเอาความลึกซึ้งในจิตวิญญาณพุทธธรรมทิเบต ไปคลุกเคล้ากับสติปัญญาสมัยใหม่ของโลกตะวันตก เพื่อส่งต่อแก่มนุษย์ในยุคโมเดิร์นที่ไม่ว่าจะเดิ้นแค่ไหน ความทุกข์ก็ยังเป็นทุกข์พื้นฐานเดียวกับบรรพชน หากเพียงเปลี่ยนเสื้อผ้าอาภรณ์
เนื้อหา 5 วันไหลริน เรียงร้อยอย่างค่อยเป็นค่อยไป เราอาจไม่ได้เข้าใจเนื้อหาทั้งหมดอย่างกระจ่างชัด เราอาจไม่ได้ภาวนาแล้วเกิดประสบการณ์พิเศษใดๆ อาจเกาะเกี่ยวกับการนำภาวนาได้มากบ้าง น้อยบ้าง แต่กระนั้น มันยังคงทิ้งร่องรอยบางอย่างของการเปิดออก มิใช่หดเข้าดังที่เราอาจมีสมมติฐานต่อธรรมะ ว่าจะทำให้เราแยกขาดจากโลก
ในชีวิตที่ผ่านมา เราย่อมพบเจอทฤษฎี วิธีคิดต่างๆ ที่เราเรียนรู้และเลือกรับมาใช้กับชีวิตทั้งโดยรู้ตัว ไม่รู้ตัว เสมือนเลือกสวมแว่นสีแดง สีฟ้า สีขาว เราอาจทรีตการเรียนรู้มหายานเป็นแว่นอันหนึ่งด้วยก็ได้ แต่มันแปลกกว่าแว่นอื่น เพราะมันบอกว่าแม้แต่ตัวมันเองก็ไม่มีอยู่ ธรรมทั้งปวงคือความว่าง แต่เป็นความว่างที่รวมทุกสิ่ง ประโยคย้อนแย้งแบบนี้น่าจะทำให้เราเวียนหัวและสับสน แต่การค่อยๆ เดินทางไปกับมหายานโดยละเอียดช่วยให้เรากระจ่างทีละนิด (แม้จะยังไม่มากนัก) อันที่จริงแล้วสำหรับมนุษย์ใช้หัวอาจจะยิ่งสนุกเมื่อได้เห็นว่า มหายานนั้นมีลักษณะ deconstruct มากแค่ไหน
ข้อสรุปที่เซอร์ไพรสตัวเองจากที่เคยมองมันจากระยะไกล เมื่อขยับเข้าใกล้พบว่า
- ธรรมะนั้นแสนเรียบง่ายกว่าที่เคยคิด ธรรมะก็คือความละเอียดลออต่อชีวิตและการใช้ชีวิต
- การเรียนรู้ (ที่บางคนอาจพัฒนาเป็นศรัทธา) ไม่ได้เกิดจากการฟังแล้วเชื่อ มากเท่ากับที่คำสอนต่างๆ ทำงานกับเรา เพราะมันทาบกับประสบการณ์และความรู้สึกของเราแทบจะอัตโนมัติ น่าแปลกที่มันมักชี้มาในชีวิตของเราไม่มากก็น้อย ชี้มาที่คำถาม ชี้มาที่จุดติดขัด ชี้มาที่ความทุกข์ใดๆ ก็ตามที่เกี่ยวข้องกับเราโดยตรง มันไม่ใช่ขาดการตั้งคำถาม แต่มันเป็นการใคร่ครวญที่ทรงพลัง
- ธรรมะทำให้เราเปิดออกเพื่อสัมพันธ์กับทุกสิ่ง มากกว่าจะทำให้เราโฟกัสอยู่แต่กับตัวเอง และในขั้นของมหายานยิ่งหนัก เพราะมีคำสอนเกี่ยวกับโพธิจิต เรากับผู้อื่นไม่แยกขาดจากกัน ประโยคนี้ดูเหมือนคำพูดทั่วไป แต่เมื่อผ่านการเห็น (ภาพใหญ่) ใคร่ครวญ (กับชีวิต) และปฏิบัติภาวนา (กับประสบการณ์ตรง) มันกลับให้มิติที่ลึกซึ้ง และ empower หรือสร้างพลังภายในแปลกๆ ในการสัมพันธ์กับจิตของตัวเองและสัมพันธ์กับสังคม กับโลกทั้งหมด
- ธรรมะมิใช่สิ่งสำเร็จรูป มันเป็นเพียง ‘การชี้’ เราจะเชื่อหรือไม่ก็ได้ เมื่อเราเริ่มมองเห็น มันอาจเป็นเพียงไดอารี่หน้าหนึ่งของชีวิต หรืออาจกลายเป็นชีวิตของเรา ขึ้นอยู่กับเราเองว่าอยากนำมันมาผนวกและหมั่นฝึกฝนปฏิบัติกับชีวิตมากแค่ไหน
นับเป็นพรที่ได้มีโอกาสมีประสบการณ์นี้
เป็นกิจกรรมเล็กๆ ที่ทรงพลัง น่าสนใจ และหายากในบริบทสังคมไทย
.
บทสะท้อนประสบการณ์จากการเข้าร่วมกิจกรรม Second Turning Intensive Retreat กับ วิจักขณ์ พานิช – 28 กุมภาพันธ์ ถึง 3 มีนาคม 2569 ณ อาศรมวงศ์สนิท จ.นครนายก
