กินอะไร? และกินอย่างไร? ในรีทรีท

บทความโดย อุทัยวรรณ ทองเย็น

ในช่วงปลายปีของทุกปี ราวๆ เดือนพฤศจิกายน จะเป็นช่วงเวลาที่วัชรสิทธาจัดกิจกรรมรีทรีทปลายปี เป็นกิจกรรมภาวนาที่มีจำนวนวันและมีผู้เข้าร่วมมากกว่าปกติ เหมือนงานประจำปีที่จะขมวดทุกสิ่งอย่างที่เรียนรู้และฝึกฝนกันมาไว้ในนั้น ระยะเวลาของการเข้ารีทรีทก็อยู่ประมาณ 10 วันและบางปีก็ไปถึง 14 วัน และในอนาคตก็มีแผนจะจัดยาวถึง 1 เดือน

อยู่ในรีทรีทอย่างไร?

และย่างก้าวที่มีนัยสำคัญคือการจัดรีทรีทปลายปีที่ผ่านมา เป็นปีแรกที่เราได้จัดขึ้นในพื้นที่ฝึกของสังฆะวัชระปัญญา ที่มิลาเรปะรีทรีทแลนด์ หัวหิน ซึ่งเดิมถูกใช้เป็นที่ฝึกภาวนาเดี่ยว หรือ Solo Retreat ของสมาชิกสังฆะวัชรปัญญา

การที่ผู้คนมารวมตัวกันเพื่อฝึกปฏิบัติในพื้นที่หนึ่ง การดูแลพื้นที่ให้เป็น container หรือภาชนะรองรับประสบการณ์อันเข้มข้นของผู้เข้าฝึกอย่างต่อเนื่องถือเป็นหัวใจสำคัญ พื้นที่ของรีทรีทมีตารางของการฝึกปฏิบัติ การทำงานร่วมกัน ความเป็นอยู่เรียบง่าย ความเงียบ ปิดวาจาและงดใช้มือถือ มีเซนส์ของการสละละวาง ออกจากชีวิตปกติทางโลกแล้วเข้ามาสู่การใช้ชีวิตตามแบบวิถีโยคี เพื่อการฝึกปฏิบัติที่เข้มข้นและลงลึกไปในการทำงานกับพื้นที่ภายในของแต่ละคน

หัวใจของมิลาเรปะรีทรีท คือธรรมชาติที่เปิดกว้าง เรียบง่าย ไม่ปรุงแต่ง มีสิ่งอำนวยความสะดวกพอสมควรแก่ชีวิตคนเมืองแต่จะคงความดิบเดิมของธรรมชาติให้มากที่สุด เช่น อาบน้ำบ่อ นอนกางมุ้ง ทำงานกลางแจ้ง คล้ายกับวิถีสมณะคือเปิดประสบการณ์ของการสละละวางในการออกจากชีวิตทางโลกมาอยู่กับชีวิตทางธรรมที่กินง่ายอยู่ง่าย ไม่ต้องมีวัตถุเพื่อสนองตัณหากิเลสแบบโลกๆ เช่นเดิม

และอาหารก็เป็นวัตถุดิบชิ้นเป้งในชีวิตที่เป็นไปเพื่อสนองตัณหากิเลส เวลาเราอยากกิน เราหิว ก่อนที่จะไปถึงตอนที่เริ่มจินตนาการว่าอยากกินอะไร ลองเบรคแล้วถามตัวเองก่อนได้ไหมว่าร่างกายเราต้องการอาหารเพื่อตอบสนองต่ออะไรกันแน่ ระหว่างการประทังชีวิตกับสนองความอยากกิน ถ้าเราทบทวนดีๆ เราจะพบว่าอาหารคือทางออกที่เรามักใช้เพื่อลดความเครียด เรากินเพื่อปลดปล่อย เรากินเพื่อหายเบื่อ เรากินเมื่อเราไม่รู้จะทำอะไร และอีกหลายเหตุผล

กินอย่างไร?

Oriyoki คือพิธีกรรมการกินอาหารอย่างมีสติและเป็นทางการในศาสนาพุทธนิกายเซน (Zen)คำว่าโอริโยกิมีความหมายว่า “ภาชนะที่บรรจุเพียงพอ” หรือ “แค่พอดี (Just Enough)” ซึ่งเน้นความสมถะ การรู้คุณค่าของอาหาร ความเงียบ และความประณีตตามแบบแผน เพื่อฝึกจิตใจไปพร้อมกับการรับประทาน เป็นการฝึกสติสัมปชัญญะ (Mindfulness Awareness Practice) ในการดำรงอยู่กับขั้นตอนการกินอาหารที่มีลำดับชัดเจน  ประโยชน์ของการกินแบบโอริโยกิคือใช้ในการฝึกสติ (Mindfulness) ความกตัญญู (Gratitude) และหลักความเรียบง่าย (Minimalism) ในการดำเนินชีวิต , Wikipedia

และในรีทรีทครั้งนี้ก็เป็นครั้งแรกที่เราได้ฝึกการกินอาหารแบบโอริโยกิ Oryoki กัน ซึ่งพบว่าช่วงเวลากินอาหารได้กลายเป็นกระบวนการภาวนาไปด้วย จากเดิมคือเมื่อถึงเวลาพักจากภาวนามาสู่มื้ออาหาร ผู้ภาวนาก็จะหลุดจากอารมณ์ภาวนามาสู่การกินอาหาร ซึ่งบางครั้งก็ทำให้ใจมาจดจ่อที่อาหารตรงหน้า สนใจอาหารว่าอร่อยถูกปากไหม และอาจจะเริ่มอยากเม้ามอยกับเพื่อนที่นั่งกินอยู่ข้างๆ จากประสบการณ์ที่เข้มข้นระหว่างการภาวนาก็เหมือนได้ถอยออกมาหรือหลบหลีกชั่วครู่ กระบวนการภาวนาของรีทรีทจึงคล้ายกับมีสวิทช์ปิดเปิดสลับไปมา แต่เมื่อกินแบบ Oryoki แต่ละคนต้องฝึกสติและใส่ใจอยู่กับแบบแผนของการกินที่มีวินัยปฏิบัติของทั้งกลุ่ม ฝึกความตระหนักรู้การกินอาหารของตัวเองที่สัมพันธ์อยู่กับพื้นที่ของกลุ่ม

กินอะไร?

อาหารในรีทรีทจึงจำเป็นต้องมีรูปแบบที่เหมาะแก่อารมณ์ของการภาวนา คือเป็นอาหารที่มีความเรียบง่ายสอดคล้องกับการใช้ชีวิตในรีทรีท มีรสชาติที่ปรุงแต่งน้อยๆ ไม่แต่งเติมให้มีรสจัด เผ็ดจัด หวานจัด เปรี้ยวจัด ไม่เติมผงชูรส ถ้าพูดง่ายๆ คือไม่ต้องพยายามทำอาหารให้มีรสชาติอร่อยถูกปาก ไม่ต้องเติมสีสันหรือส่วนเสริมเพื่อความเจริญอาหารดังเช่นอาหารในชีวิตประจำวัน เพราะอาหารในรีทรีทคืออาหารเพื่อการดำรงชีวิตที่มุ่งลดละกิเลสให้มากที่สุด ไม่สนองต่อความอยากหรืออัตตา ลองสำรวจตนเองดูว่าการกินอาหารที่มีข้อจำกัดในการกินของเรา ล้วนเกิดจากอัตตาทั้งสิ้น (ยกเว้นอาหารที่เราแพ้)

ดังนั้น อาหารในรีทรีทจึงมีหน้าตาประมาณนี้

  • อาหารที่เป็น raw food คืออาหารจากธรรมชาติ ไม่ต้องปรุงแต่งใดๆ เช่น ผลไม้ ผักสด
  • ครัวภาวนาคือส่วนหนึ่งของรีทรีทที่จะให้ผู้เข้ารีทรีทเวียนกันมาเข้าเวรในครัว มีตารางงานทำครัวที่มีเวลาจำกัด เราจึงเน้นทำอาหารที่ปรุงง่าย ใช้เวลาไม่มาก เช่น การนึ่ง ต้ม ผัด
  • อาหารที่สามารถกินได้หมดไม่เหลือทิ้ง เครื่องปรุงหรือส่วนประกอบที่ใส่ในอาหารจึงมีเท่าที่จำเป็น ไม่ต้องใส่เพื่อตกแต่งสวยงาม เพิ่มสีสันหรือแต่งกลิ่น ให้เป็นแค่อาหารที่มีส่วนประกอบง่ายๆไม่ซับซ้อน และต้องระวังอาหารที่บางคนกินไม่ได้ เช่น กระเทียม หอม
  • อาหารที่ใส่เครื่องปรุงน้อยที่สุด ไม่ใส่ผงชูรส ไม่ปรุงรสจัด เพื่อให้เป็นอาหารที่มีรสจากธรรมชาติของวัตถุดิบมากที่สุด เช่น รสจากผัก ถั่ว เห็ด สาหร่าย
  • ไม่เน้นการใช้เนื้อสัตว์ เพราะเนื้อสัตว์จำเป็นต้องมีส่วนผสมเยอะ ต้องผ่านหลายขั้นตอนที่ซับซ้อน รวมทั้งกลิ่นและรสที่กระตุ้นความอยากอาหาร และที่สำคัญคือเสียเวลาเตรียมยากกว่า มีกลิ่นและทำความสะอาดยาก
  • อาหารที่ใช้จึงเป็นผัก ผลไม้ ถั่วแห้ง เห็ด ไข่ เต้าหู้
  • Elemental Reality ความจริงแยกย่อย เป็นคำสอนหินยานที่อธิบายถึงสัจจธรรมของการเอื้ออิงอาศัยกันของทุกสิ่ง เมื่อมีสิ่งนั้นจึงมีสิ่งนี้ (ปฏิจจสมุทปบาท) ก็เป็นแนวคิดพื้นหลังของการใช้วัตถุดิบทำอาหารที่ไม่ซับซ้อน ผู้กินสามารถสัมผัสถึงวัตถุดิบแต่ละชนิดที่อยู่ในอาหารได้อย่างชัดแจ้ง

Medicine or Poison?

อาหารคือยาหรือยาพิษ? ในคำสอนพุทธศาสนาทิเบตมีคำกล่าวถึงยาพิษ ในความหมายถึงกิเลส ซึ่งมันน่าสนใจว่าการกินอาหารของมนุษย์เรานั้น สามารถใช้เป็นยา คือกินสิ่งที่เป็นประโยชน์เพื่อบำรุงรักษาสุขภาพร่างกาย หรือจะกินเป็นยาพิษ คือกินเพื่อเสริมสร้างกิเลสตัณหาของตัวตน ดังนั้น การกินอาหารจึงไม่ใช่แค่กิจวัตรประจำวันเท่านั้น เราสามารถใช้การกินอาหารเป็นช่วงเวลาอันมีค่าในการฝึกสติ รู้เนื้อรู้ตัวว่ากำลังกินอาหารที่พอเหมาะพอควรและไม่เผลอกินไปเพื่อสนองต่อกิเลสหรือความอยาก ไม่กินตามใจ เพื่อความพึงพอใจ เพื่อรู้สึกดี ยิ่งในยุคสมัยที่เราต่างสร้างคุณค่าของตัวตนผ่านรูปแบบการใช้ชีวิตที่พยายามออกแบบให้หรูหรา เสริมสร้างความเป็นปัจเจกหรือภาพลักษณ์ของอัตตาให้แตกต่างจากอื่นๆ ส่งเสริมมุมมองแบบทวิลักษณ์ให้แข็งตัว

หากเมื่อมีโอกาสได้ลองใช้เวลาในรีทรีทยาวติดต่อกัน 10 วันอย่างต่อเนื่อง ได้ทดลองการกินอาหารที่เรียบง่าย ผ่านการปรุงแต่งให้น้อยที่สุด ได้เปิดประสบการณ์ที่เปิดกว้างและสัมพันธ์กับพื้นที่ของธรรมชาติดิบเดิม อยู่กับความร้อนของแสงแดด ความมืดสงัดยามค่ำคืน เสียงของสรรพสัตว์น้อยใหญ่ และความเงียบทั้งภายนอกและภายใน เป็นโอกาสให้ชีวิตได้หวนคืนสู่ธรรมชาติอันไร้เงื่อนไข ศิโรราบต่อความยิ่งใหญ่ของธรรมชาติ หลอมรวมไปกับปรากฏการณ์อย่างเต็มเปี่ยม เพื่อลดทอนอัตตาให้อ่อนนุ่มลงและจางคลายไปในที่สุด

สถาบันวัชรสิทธา ก่อตั้งขึ้นเพื่อเป็นพื้นที่ทดลองทางการศึกษา บนพื้นฐานของการภาวนา การใคร่ครวญด้วยใจ และการแลกเปลี่ยนประสบการณ์อย่างเป็นมนุษย์ระหว่างผู้เรียน