บทความโดย โอม มณีปัทเมหุม
เป็นเรื่องธรรมดาที่มนุษย์คนหนึ่งจะเติบโตมาพร้อมกับคำถามว่า “ฉันคือใคร?” เราเรียนรู้ที่จะมีชื่อ มีบทบาท มีบุคลิกภาพ เราค่อยๆ ประกอบสร้างบางสิ่งขึ้นมา แล้วเรียกมันว่า “ตัวเรา”
การมีตัวตนนั้นไม่ใช่ปัญหา ในโลกของความสัมพันธ์ เราจำเป็นต้องมี “ใครสักคน” เพื่อพูดคุย ทำงาน รัก โกรธ หัวเราะ และเจ็บปวด ตัวตนในความหมายนี้เป็นเพียงเครื่องมือ เป็นภาษาหนึ่งที่เราใช้สื่อสารกับโลก ปัญหาจึงไม่ได้อยู่ที่การมีตัวตน แต่ปัญหาอยู่ที่การหลงเชื่อว่าตัวตนนั้นเที่ยงแท้และตายตัว เรายึดมั่นในสิ่งที่จริงๆ แล้วไม่มีอยู่จริงในระดับสัมบูรณ์ มันมีอยู่เพียงในระดับสัมพัทธ์—เกิดขึ้นตามเงื่อนไขของเหตุและปัจจัย
เหมือนคลื่นที่ปรากฏบนผิวน้ำ เรามองเห็นมัน เรียกชื่อมัน รู้สึกว่ามัน “เป็นอะไรบางอย่าง” มีขึ้น มีลง มีลูกใหญ่ มีลูกเล็ก แต่หากมองลึกลงไป คลื่นไม่เคยแยกจากมหาสมุทรเลยแม้แต่วินาทีเดียว การยึดมั่นว่าคลื่นนั้นเป็นคลื่นไม่ใช่อย่างอื่น ทำให้เกิดความกลัวเมื่อมันเปลี่ยนรูป ทำให้เกิดความทุกข์เมื่อมันสลายไป เป็นคลื่นที่เข้ามาสู่วังวนแห่งการเกิดแก่เจ็บตาย ทั้งๆ ที่ความเป็นคลื่นนั้นว่างเปล่า ไม่ได้มีอยู่จริงตั้งแต่แรก
พุทธศาสนาไม่ได้สอนให้เราปฏิเสธตัวตน แต่สอนให้เรามองเห็น “ตามที่เป็นจริง” และเมื่อเห็นแล้ว การปล่อยวางก็เกิดขึ้นตามธรรมชาติ สิ่งที่เราเรียกว่า “ฉัน” นั้น แท้จริงคือ การไป identify กับขันธ์ห้า รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ เราเลือกที่จะเกาะเกี่ยวอยู่กับความคิด ความรู้สึก ความทรงจำ เรื่องราว และประสบการณ์บางอย่างยึดไว้ไม่ปล่อย แล้วบอกว่า “นี่แหละคือฉัน” แต่หากลองพิจารณาอย่างตรงไปตรงมา มีความคิดใดที่เคยอยู่กับเราอย่างถาวรหรือไม่ มีอารมณ์ใดที่ไม่เปลี่ยนแปลงหรือเปล่า แม้แต่ความรู้สึกว่าฉันกำลังเป็นฉันอยู่ตอนนี้ ก็ยังผันแปรไปตามเวลา สถานการณ์ และเงื่อนไขที่แวดล้อม ฉันผันแปรไปตามสิ่งที่ไม่เที่ยง สิ่งที่ไม่อาจควบคุมได้ สิ่งที่เกิดขึ้นแล้วดับไปอยู่ตลอดเวลา แต่แล้วเรากลับไปยึดว่ามันคือ “ตัวฉัน” ที่จะต้องเป็นแบบนี้หรือแบบนั้นเท่านั้น มุมมองที่ผิดเช่นนี้แหละคือรากของความทุกข์
คำสอนเรื่องความไม่มีตัวตนในพุทธศาสนา ไม่ใช่แนวคิดเชิงปรัชญาที่ลอยอยู่ในอากาศ แต่มันชี้ให้เห็นความจริงอันเรียบง่ายที่สุดว่า ไม่มีสิ่งใดที่เป็น fixed identity อยู่เบื้องหลังประสบการณ์ทั้งหมดนี้ เมื่อไม่มีสิ่งที่ตายตัว ก็ไม่มีสิ่งที่ต้องถูกปกป้องอย่างสิ้นหวัง ไม่มีภาพลักษณ์ที่ต้องแบกไว้ตลอดเวลา การปล่อยวางจากการยึดมั่นในตัวตน ไม่ได้ทำให้เราหายไป แต่ทำให้เรากลับมามีชีวิต เป็นไปได้ และเป็นอิสระอย่างแท้จริง การหลุดพ้นจากวงจรการยึดมั่นตัวตนในพุทธศาสนา ปลดปล่อยเราจากพันธนาการ ทำให้เรากลายเป็นคนที่ยืดหยุ่น เปิดกว้าง ตื่นรู้ เผชิญหน้ากับความจริง โดยไม่ยึดติดอยู่กับความเชื่อใด หรือบทบาทใด
ในพุทธศาสนา ไม่ว่าจะเรียกว่า “อนัตตา” “สุญญตา” หรือ “พุทธภาวะ” ต่างก็ชี้ไปยังธรรมชาติเดียวกัน ไปพ้นจากอวิชชาว่ามีตัวตน เราค้นพบธรรมชาติแห่งการตื่นรู้ที่ทรงพลัง พื้นเดิมแท้อันเปี่ยมด้วยปัญญาญาณ ความสว่างไสว และไพศาล ดุจท้องฟ้า
ในแนวทางของหินยาน เราถูกชี้ให้เห็นว่า ไม่มีตัวตนใดที่แยกขาดและถาวร ทุกสิ่งเกิดขึ้นจากเหตุปัจจัย แปรเปลี่ยน และดับไปตามเหตุปัจจัยนั้น ในมหายาน มองลึกลงไปอีกชั้นหนึ่งว่า แม้แต่เหตุปัจจัยเองก็ไม่ได้มีตัวตนที่แท้จริง ธรรมทั้งปวงนั้นว่าง ไม่ใช่ว่างสูญ แต่ว่างที่เต็มเปี่ยมไปด้วยสรรพสิ่ง และเมื่อมาถึงวัชรยาน คำสอนพลิกกลับอย่างน่าสนใจ แทนที่จะพยายามละวางตัวตน หรือเข้าถึงความว่าง เราถูกเชื้อเชิญให้ลองแสร้งเป็นสิ่งที่เราเป็นอยู่แล้ว ลองแสร้งว่าเราไม่ใช่คนเดิมที่เราคุ้นเคย ไม่ใช่เรื่องราวเดิมๆ ที่เราเล่าให้ตัวเองฟัง ไม่ใช่ความกลัว ความหวัง หรือความคาดหวังเหล่านั้น แล้วลองเป็น “พุทธะ” ตอนนี้เลย ลองเป็นความตื่นรู้ที่เปิดกว้าง เป็นสภาวะที่ไร้ขอบเขต ไร้เงื่อนไข ไร้ศูนย์กลาง เดี๋ยวนี้เลย
การแสร้งเป็นในที่นี้หาใช่การหลอกตัวเอง แต่เป็นการเปิดโอกาสให้เราได้สัมผัสบางสิ่งที่ลึกกว่าตัวเราที่คุ้นเคย เราอาจจะยังมีความกลัว มีความวิตกกังวล มีความคิดตัดสินตัวเองอยู่ และเราก็เห็นความเป็นไปได้ที่จะงับ แล้วกลับไปสู่ร่องนิสัยเดิมๆ อีกแล้ว แต่ ณ วินาทีแห่งการตระหนักรู้ เราเลือกที่จะไม่ไปทางเดิมที่รังแต่จะนำความทุกข์แบบเดิมๆ มาให้ แต่เรานิรมิตเป็นพุทธะ ที่ตระหนักรู้สภาวะอารมณ์เหล่านั้นอย่างเปิดกว้าง สงบนิ่ง แจ่มชัด ไม่ตัดสิน อ่อนโยนกับตัวเอง โอบรับสรรพสิ่งอย่างไม่มีเงื่อนไข
การแสร้งเป็นพุทธะ ไม่ใช่การพยายามเป็นคนพิเศษหรือสิ่งพิเศษอย่างที่เราเคยทำกันมา ตรงกันข้ามเราวางความเคยชินของการเป็น “ใครบางคน” ลงชั่วคราว เพื่อให้ธรรมชาติเดิมแท้ได้เผยตัวออกมา ในช่วงเวลาสั้นๆ นั้นเอง เราอาจค้นพบว่า สิ่งที่เราพยายามแสวงหามาตลอดชีวิต ไม่เคยอยู่ที่ไหนไกลเลย มันอยู่ตรงนี้ในความรู้สึกตัวที่เรียบง่าย ในความว่างที่ไม่แยกขาดจากการตระหนักรู้ ในความเป็นธรรมดาที่ไม่ต้องเติมแต่ง
เราไม่จำเป็นต้องบรรลุเป็นพุทธะ ไม่มีสิ่งใดให้ต้องบรรลุ เพราะเราไม่เคยเป็นอย่างอื่นเลยแต่แรก สิ่งที่เราพยายามเป็น คิดว่าเราเป็น แท้จริงแล้วไม่เคยเป็นจริง แต่กลายเป็นว่า สิ่งที่เราลองแสร้งเป็น ผ่านการภาวนาบ่มเพาะการตระหนักรู้อย่างลึกซึ้ง กลับเป็นสิ่งที่เราเป็นอย่างแท้จริงอยู่แล้วแต่แรก
น่าแปลกที่การฝึก “แสร้งเป็น” ช่วยคลายจากสิ่งที่เราคิดว่าเราเป็น ปัดเป่าอุปสรรคและการปรุงแต่งจิตทั้งปวง กระทั่งไม่เหลืออะไรให้แสร้งอีกต่อไป เรามั่นใจที่จะเป็นสิ่งนั้นอย่างแท้จริง พุทธะเดิมแท้ ที่เป็นเราเสมอมา และเสมอไป
please call me by my true name
โปรดเรียกฉันด้วยนามอันแท้จริง
