“อารมณ์” ในฐานะการแสดงตนของพุทธภาวะ


บทความโดย โอม มณีปัทเมหุม
ภาพประกอบโดย Nakkusu

ในการปฏิบัติธรรม เรามักคุ้นเคยกับคำสอนที่เน้นการทำงานกับ “กาย” และ “จิต” เราฝึกสังเกตลมหายใจ รู้ความคิด เห็นความไม่เที่ยงของสภาวะต่างๆ ที่เกิดขึ้นในชีวิตประจำวัน แต่สิ่งหนึ่งที่แทบไม่ค่อยถูกพูดถึงอย่างลึกซึ้ง คือเรื่อง “อารมณ์” โดยเฉพาะการมองอารมณ์ในฐานะบางสิ่งที่มีคุณค่า มีความหมาย และอาจเป็นการแสดงตนของพุทธภาวะเอง

อารมณ์มักถูกเชื่อมโยงกับกิเลส ความหลง ความยึดติด หรือความไม่สงบ ในหลายบริบทของการปฏิบัติ เรามักถูกสอนให้ระงับ ไม่ข้องแวะ หรือควบคุมอารมณ์ กระทั่งการภาวนากลายเป็นความพยายามที่จะทำให้ตัวเอง “ไม่รู้สึกมากเกินไป” ความเศร้าถูกทำให้เงียบ ความโกรธถูกกดไว้ ความกลัวถูกพยายามทำให้หายไป แม้แต่ความรัก ความปรารถนา หรือความเปราะบาง ก็อาจถูกมองด้วยสายตาหวาดระแวง จนเรามองไม่เห็นความงามในอารมณ์ความรู้สึกของมนุษย์ ในฐานะชาวพุทธ เราแทบไม่เคยได้ยินธรรมะในแง่ของ “การปลดปล่อยทางอารมณ์” หรือการอนุญาตให้อารมณ์ได้เผยตัวอย่างอิสระภายในพื้นที่ของการตระหนักรู้

หากมองลึกลงไป อารมณ์ไม่ใช่เพียงปฏิกิริยาทางจิตวิทยา อารมณ์คือพลังงาน เป็นความเคลื่อนไหวที่มีชีวิต อยู่ในเนื้อในตัว ในร่างกาย ในจิตใจ และภายในพลังงานนั้นเอง มีความเจิดจ้าของการตื่นรู้อยู่ ซึ่งบ่อยครั้งมักจ้าไปหน่อย จนทำให้เราตื่นตระหนก

ยามกดทับอารมณ์ เราไม่ได้เพียงกดทับความโกรธ ความเศร้า หรือความกลัว แต่เรากำลังกดทับพลังชีวิตบางอย่าง กำลังกดทับความสดใหม่ของประสบการณ์ตรง และในระดับที่ละเอียดลงไป เรากำลังกดทับ “การตื่นรู้” ที่กำลังเผยแสดงในห้วงเวลาอันหมิ่นเหม่ของตัวตนนั้น

ในคลาส Buddha Nature ที่วัชรสิทธา จอห์น ฟิชเชอร์ ไวท์ ศิษย์ของวัชราจารย์ เชอเกียม ตรุงปะ รินโปเช ได้เสนอวิธีทำงานกับอารมณ์ที่เรียบง่ายแต่ลึกซึ้ง จอห์นชวนให้เราแยกอารมณ์ออกเป็นสองส่วน

ส่วนแรกคือ story line หรือโลกของไอเดีย คอนเซ็ปต์ และเรื่องเล่าที่จิตสร้างขึ้น เช่น “เขาไม่รักเรา” “ฉันไม่มีคุณค่า” “ทำไมเรื่องนี้ต้องเกิดขึ้นกับฉัน” หรือ “ฉันจะถูกทอดทิ้ง” ทั้งหมดนี้ คือชั้นของความคิด การตีความ และการสร้างตัวตนขึ้นมารอบประสบการณ์ สิ่งที่เราฝึกในการภาวนา คือการรู้ว่าความคิดเหล่านั้นกำลังเกิดขึ้น แต่ไม่ตามมันต่อ ไม่ให้อาหาร ไม่สร้างเรื่องราวเพิ่ม ไม่ผลักไส แต่ก็ไม่หลงตามมัน หรืองับมัน

ส่วนที่สองคือ sensation หรือความรู้สึกดิบๆ ของอารมณ์ที่สัมผัสได้โดยตรงในร่างกาย อาจเป็นแรงบีบแน่นในอก ความสั่นในท้อง ความร้อนในใบหน้า ความหนักอึ้งในหัวใจ หรือคลื่นพลังงานบางอย่างที่กำลังเคลื่อนไหวอยู่ภายใน แทนที่จะรีบหนีจากมัน เราถูกเชื้อชวนให้เข้าไปสัมผัสมันตรงๆ ไม่ต้องอธิบาย ไม่ต้องแก้ไข ไม่ต้องทำให้มันหายไป เพียงแค่อยู่ตรงนั้นและรู้สึกมันอย่างเต็มที่

เมื่อเราเริ่มอยู่กับ sensation ของอารมณ์โดยไม่หนี เราจะค้นพบว่าแก่นแท้ของอารมณ์ไม่ได้น่ากลัวอย่างที่คิด สิ่งที่ทำให้เราทุกข์มากที่สุด ไม่ใช่ตัวพลังงานของอารมณ์ แต่คือสายเรื่อง การต่อต้าน ดิ้นรน ขัดขืน และความพยายามควบคุมหรือผลักไสมันต่างหาก และเรายังค้นพบอีกว่า ภายในพลังงานที่เข้มข้นนั้น มีความเปิดกว้างบางอย่างโอบอุ้มและรองรับอยู่เสมอ

ในพุทธศาสนาวัชรยาน เราเรียกสิ่งนั้นว่า “ริกปะ” หรือ ธรรมชาติแห่งการตื่นรู้ ความรู้ตัวอันบริสุทธิ์ที่เปิดกว้างเหมือนอวกาศแห่งจักรวาล เหมือนท้องฟ้า ที่ไม่ได้ต่อต้านพายุ ไม่ได้ปฏิเสธก้อนเมฆ หรือหวาดกลัวฟ้าร้อง ทุกปรากฏการณ์สามารถเกิดขึ้นและสลายไปภายในความกว้างใหญ่ไร้ขอบเขตของมันได้เสมอ เราตระหนักว่าปรากฏการณ์ทั้งปวงไม่ได้แยกขาดจากความไพศาลเดิมแท้นั้นตั้งแต่ต้น

ธรรมชาติของ pure awareness / ริกปะ / primordial space/ buddha nature แล้วแต่เราจะเรียก เปิดพื้นที่ให้ทุกอารมณ์ได้เผยตัวอยู่ภายในนั้น พลังงานของอารมณ์จึงไม่ได้แยกขาดจากพื้นที่แห่งการตื่นรู้เดิมแท้ หากแต่เกิดขึ้นอยู่อย่างไม่แยกขาดในนั้นเสมอ เป็นการเคลื่อนไหวของชีวิต สภาวการณ์ พลังงาน หรือปรากฏการณ์ ที่สำแดงอยู่ในมณฑลแห่งการตื่นรู้ (Buddha Field)

หลายครั้งเราเข้าใจว่าความสงบเท่านั้นที่จะพาเราบรรลุถึงธรรมชาติแห่งพุทธะ แต่ในความเป็นจริง ความโกลาหล ความเข้มข้น ความสับสน หรือแม้แต่ความแตกสลายทางอารมณ์ อาจเป็นประตูที่ทรงพลังไม่แพ้กัน เพราะยิ่งจิตคิดมากเท่าไร ยิ่งมีพลังงานทางอารมณ์มากเท่าไร ยิ่งมีความสั่นสะเทือนภายในมากเท่าไร เราก็ยิ่งมีโอกาสเห็นชัดว่าไม่มีอะไรในนั้นเป็น “ตัวตน” ที่แท้จริง ทุกอย่างเคลื่อนไหว เปลี่ยนแปลง และเผยตัวอยู่ในพื้นที่แห่งการตื่นรู้เดิมแท้เดียวกัน ทั้งหมดที่เกิดขึ้นชี้ไปยังสิ่งนั้น

หากเราไม่รีบหนี ไม่รีบปิดตัวเอง ไม่รีบทำให้อารมณ์สงบ เราอาจเริ่มเห็นว่าแม้แต่ความเจ็บปวดที่สุด ก็ยังมีความตื่นรู้อยู่ในนั้น ชั่วขณะของการปล่อยจากการยึดถือ เราก็เข้าใกล้และเพิ่มความสามารถในการพักใจและวางใจในธรรมชาติเดิมแท้นั้น

ในช่วงเวลาที่ท่วมท้นทางอารมณ์ที่สุด เราอาจค้นพบด้วยว่า การภาวนาไม่ใช่การพยายามเอาชนะประสบการณ์ แต่คือการยอมให้ทุกสิ่งได้เปิดเผยตัวเอง ภายในอ้อมกอดอันไพศาลของความนิ่ง ความเงียบ ความเปิดกว้างของพื้นเดิมแท้อันไร้เงื่อนไข และในช่วงเวลาเช่นนั้นเอง ที่เราจะตระหนักได้ถึงการเชื่อมต่ออันลึกซึ้งต่อพุทธภาวะ ในรูปของคุรุอาจารย์ พุทธะ โพธิสัตว์ หรือสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ที่ไม่ใช่ในฐานะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่อยู่ห่างไกล แต่ในฐานะพลังปัญญา ความรักกรุณา ความอบอุ่นและแสงสว่าง ที่โอบอุ้มเราอยู่เสมอในชั่วขณะที่ทุกอย่างภายในกำลังสั่นไหว

ในห้วงเวลาที่ความกลัว ความเศร้า ความรัก หรือความโดดเดี่ยวท่วมท้น เราสามารถร้องขอการเชื่อมต่อกับ presence นั้นได้ เราค้นพบว่าพุทธภาวะไม่ได้อยู่ไกลจากความเป็นมนุษย์ที่เปราะบางนั้นเลย ตรงกันข้าม ยิ่งเราเป็นมนุษย์ เรายิ่งเข้าใกล้ ยิ่งศิโรราบต่อวินาทีแห่งการแตกสลาย พุทธภาวะก็แนบชิดสนิทใจตรงนั้น

นี่คือความหมายของพุทธภาวะในฐานะสรณะสูงสุด ความเป็นชาวพุทธที่ไม่ใช่การหลีกหนีออกจากชีวิตที่ปั่นป่วนยุ่งเหยิง ออกห่างจากสังคม ความสัมพันธ์ และผู้คน การภาวนาที่ไม่ใช่การระงับจากอารมณ์ความรู้สึก หรือปฏิเสธความเป็นมนุษย์ที่เปราะบางแตกสลาย การมีพุทธะ ธรรมะ สังฆะ ในฐานะสรณะสูงสุด ทำให้เรามีศรัทธาและความเชื่อมั่นในการอยู่กับชีวิตอย่างที่เป็น และอย่างเต็มหัวใจอีกครั้ง ไม่มีอะไรต้องกลัว ไม่มีอะไรต้องหนี ทุกสถานการณ์ทางอารมณ์ สามารถเป็นประตูสู่การรู้แจ้งในพุทธภาวะได้ ภาวนาคือชีวิต ชีวิตที่ตื่นรู้ ปลดปล่อย เปิดกว้าง และเชื่อมโยงกับสรรพสิ่งและสรรพชีวิต อย่างที่ไม่เคยแยกขาดจากสิ่งใดตั้งแต่แรก

สถาบันวัชรสิทธา ก่อตั้งขึ้นเพื่อเป็นพื้นที่ทดลองทางการศึกษา บนพื้นฐานของการภาวนา การใคร่ครวญด้วยใจ และการแลกเปลี่ยนประสบการณ์อย่างเป็นมนุษย์ระหว่างผู้เรียน