บทความโดย โอม มณีปัทเมหุม
ภาพประกอบโดย Nakkusu
มีบางช่วงของการภาวนา ที่เหมือนเราถูกพาเข้าไปยืนประจันหน้าตัวเองแบบไม่มีที่ให้หลบ
ไม่มีสิ่งให้เกาะ ไม่มีใครให้พิง ไม่มีแม้แต่สตอรี่ไลน์ใดๆ ที่จะเอามาเล่าให้ตัวเองฟังเพื่อกลบเกลื่อน
ในมิลาเรปะรีทรีท มีหนึ่งวันที่เราตั้งใจวางเงื่อนไขทั้งหมด เหลือเพียงร่างกายนี้ ลมหายใจนี้ และจิตใจนี้ที่ต้องอยู่กับตัวเองอย่างลำพังเต็มรูปแบบ ตั้งแต่พระอาทิตย์ขึ้นจนพระอาทิตย์ตก งดพูด งดปฏิสัมพันธ์ งดอาหาร กระทั่งการแสวงหาความบันเทิงเล็กๆ ที่เราเคยชิน
พื้นที่ปลีกวิเวกที่ดูสงบ กลับกลายเป็นพื้นที่ที่เสียงภายในดังขึ้นอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน
เมื่อไม่มีใครแนะ ไม่มีใครไกด์ ไม่มีพลังกลุ่มคอยพยุง เราจึงได้เห็นอย่างตรงไปตรงมาว่า การภาวนาด้วยตัวเองนั้นไม่ง่ายเลย ความตั้งใจที่เคยดูมั่นคง พอถูกทดสอบจริงๆ กลับเปราะบางอย่างไม่น่าเชื่อ เพียงความหิวเล็กน้อย ความง่วง ความอ่อนเพลีย หรือความฟุ้งซ่านที่ไม่มีเหตุผล ก็เพียงพอจะทำให้วินัยที่คิดว่ามี สลายตัวลงได้อย่างรวดเร็ว
จิตใจเริ่มดิ้นรน
ไม่ได้ดิ้นรนไปสู่สิ่งที่ยิ่งใหญ่ แต่ดิ้นรนไปหาสิ่งละอันพันละน้อยที่จะพาเราหนีออกจากตรงนี้ หนีออกจากตัวเอง จะลุกไปเดิน จะเอนตัวลงนอน จะคิดเรื่องนั้นเรื่องนี้ จะวางแผนอนาคต หรือแม้แต่ย้อนกลับไปเคี้ยวอดีตซ้ำๆ
ไม่ใช่เพราะสิ่งเหล่านั้นสำคัญ แต่เพราะการ “อยู่ตรงนี้” มันยากเกินไป ราวกับความเป็นจริงชั่วขณะนี้มันเจิดจ้าเกินไป
สิ่งที่เริ่มปรากฏชัด คือเครื่องกั้นขวางจิต—นี่ไม่ใช่คำสอนที่เคยอ่านในหนังสืออีกแล้ว แต่เป็นประสบการณ์ตรงของการหันเหไปหาสิ่งบดบัง เหมือนหยิบเอาม่าน แว่นตากันแดด หรือผ้าคลุมขึ้นมาสวมใส่ ในรูปของความคิดฟุ้งซ่าน ความกระวนกระวาย ความสงสัย ความงุ่นง่าน ความหิว ความง่วง ความขี้เกียจ ทั้งหมดไม่ได้มาแบบเบาๆ แต่มาอย่างเข้มข้น เหมือนคลื่นที่ซัดเข้ามาไม่หยุด
และที่น่าสนใจคือ คลื่นเหล่านั้นพยายามโน้มน้าวให้เรา “เชื่อ” ว่าเราคือมัน
“ฉันหิว”
“ฉันเบื่อ”
“ฉันทนไม่ไหวแล้ว”
“ฉันควรลุกไปทำอย่างอื่น”
เสียงเหล่านี้ฟังดูสมเหตุสมผล ฟังดูโคตรจริง และแทบจะเป็นไปไม่ได้เลยในบางขณะ ที่จะไม่ไหลไปตามมัน
ครึ่งวันผ่านไปอย่างกระท่อนกระแท่น นั่งบ้าง ล้มบ้าง เผลอบ้าง ลุกบ้าง นอนบ้าง แล้วกลับมานั่งใหม่ เหมือนคนที่กำลังหัดเดิน ทั้งที่คิดว่าตัวเองเดินเป็นแล้ว แต่ในความไม่สมบูรณ์แบบนั้นเอง มีบางอย่างค่อยๆ เผยตัวออกมา
เราเริ่มเห็นว่า ในขณะที่สภาวะยากๆ เหล่านี้ ไม่ได้หายไปไหนเลย มันยังอยู่ตรงนั้นเหมือนเดิม แต่เมื่อเราไม่เข้าไป “เติม” มัน ไม่เข้าไปเล่าเรื่องต่อยอด ไม่เข้าไปยืนยันความเป็นมันซ้ำๆ มันกลับไม่ได้ใหญ่โตอย่างที่คิด มันเป็นเพียงปรากฏการณ์หนึ่งที่เกิดขึ้น ตั้งอยู่ และเปลี่ยนแปลงไป
และในบางขณะ เราสามารถ “มองลอดผ่านมันได้” เหมือนมองผ่านม่านบางๆ ที่เคยคิดว่าทึบหนา และบางที บทเรียนที่สำคัญที่สุดก็ไม่ได้อยู่ที่การทำให้มันหายไป แต่อยู่ที่การเห็นอย่างแจ่มชัดว่า มันไม่ได้ตายตัว มีตัวมีตน และที่สำคัญ …เราไม่จำเป็นต้องเป็นมัน
เมื่อเราเข้าใจการภาวนาในฐานะ “just sit” หรือ แค่นั่ง ความหิวก็แค่ความหิว ความฟุ้งซ่านก็แค่ความฟุ้งซ่าน ความทุกข์ก็แค่ความทุกข์ ทว่าเรา—ในฐานะความรู้ตัว—ไม่จำเป็นต้องถูกจำกัดอยู่ในขอบเขตของสิ่งเหล่านั้น เราค่อยๆ ถอนตัวออกจากการยึดถืออย่างแนบแน่น ออกจากความเคยชินที่เอาตัวเองไปผูกติดกับทุกสิ่งที่ผ่านเข้ามาในจิต
ในชีวิตปกติ เรามีทางเลือกเสมอ ถ้าหิว เรากิน ถ้าเบื่อ เราหาความบันเทิง ถ้าทุกข์ เราหาทางออกหรือตัวช่วย แต่วันหนึ่ง ทางเลือกเหล่านั้นจะค่อยๆ หายไป เมื่อร่างกายเริ่มเจ็บป่วย ความแก่เริ่มเข้ามาเยือน การพลัดพรากเกิดขึ้นโดยไม่ขออนุญาต เมื่อความตายยืนอยู่ตรงหน้าโดยไม่มีทางหลีกหนี ในวันนั้น เราอาจไม่สามารถ “แก้ไข” อะไรได้มากนัก
คำถามจึงไม่ได้อยู่ที่ เราจะทำอย่างไรให้สภาวะเหล่านั้นหายไป แต่คือ เราจะสัมพันธ์กับมันอย่างไร?
เราจะดิ้นรนต่อสู้กับมันจนหมดแรง หรือจะเปิดพื้นที่ให้มันเป็นไป โดยไม่ต้องกลายเป็นมัน
การภาวนาไม่ได้ให้คำตอบในเชิงเทคนิค แต่จะค่อยๆ เปิดเผยความจริงบางอย่าง ว่าการดิ้นรนอย่างไม่รู้จบ อาจเป็นสิ่งที่สร้างความทุกข์มากกว่าตัวสภาวะนั้นเอง ในขณะเดียวกัน ก็มีอีกความเป็นไปได้หนึ่ง คือการ “รู้แล้วปล่อย” แล้วในช่องว่างเล็กๆ ระหว่างการไม่ยึดนั่นเอง ที่เราจะสังเกตบางสิ่งที่เงียบงัน ลึกซึ้ง และกว้างใหญ่กว่า
การภาวนาไม่ได้นำไปสู่ประสบการณ์พิเศษ อย่างความสงบเย็นน่าตื่นเต้น หรือการบรรลุธรรมสูงส่ง แต่ธรรมะคือความธรรมดาที่ลึกซึ้ง คือพื้นฐานที่มีอยู่ก่อนที่ทุกอย่างจะเกิด จิตตื่นรู้ที่ไม่ได้ถูกแต่งแต้มด้วยเรื่องราว ไม่ได้ถูกจำกัดด้วยสภาวะใดๆ และไม่เคยหายไปไหน
ยามที่เจอกับความทุกข์ถาโถม เรามักคาดหวังว่าการภาวนาจะแก้ไขปัญหาหรือความทุกข์นั้นให้แก่เรา ทว่าการดิ้นรนพยายามเพื่อไปไหนคือสิ่งที่การภาวนาเข้าไปทำงานด้วย เราเรียนรู้ที่จะตระหนักรู้แล้ว “หยุด” “วาง” “ปล่อย” “คลาย” จากสิ่งที่เราเผลอไปเป็น เพื่อจะพบว่า การหลุดพ้นที่เราแสวงหามาตลอด อยู่ตรงนี้อยู่แล้ว …ตลอดมา และตลอดไป
ภาวนาแล้วจะไม่ทุกข์จริงไหม? อาจจะไม่ และจะเป็นอย่างไร หากภาวนาแล้วยิ่งเจอทุกข์เพิ่มขึ้น สำหรับผู้ปฏิบัติภาวนา แม้สภาวะยากๆ จะยังคงมาเยือน พายุจะยังโหม คลื่นจะยังคงซัด แต่บางอย่างในเราจะไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป เมื่อเรารู้แจ้งว่า เราสามารถดำรงอยู่ท่ามกลางมันได้ โดยไม่ต้องกลายเป็นมัน
เราค้นพบอิสรภาพแห่งการตื่นรู้ “Buddha Nature” ที่ไม่ขึ้นอยู่กับเงื่อนไขใดๆ เลย
