เรจินัลด์ เรย์ : “ความยุ่งคือความขี้เกียจ”

เรจินัลด์ เรย์ เขียน
วิจักขณ์ พานิช แปล
ภาพประกอบโดย Nakkusu

ชีวิตที่แท้ผุดบังเกิดจากความเงียบอันเป็นพื้นฐานของการรับฟังด้านใน ส่วนชีวิตในแบบทั่วไปที่เราเข้าใจกัน เป็นเพียงภาพมายา สะท้อนแผนการที่ปรุงแต่งขึ้นจากเศษเสี้ยวของเหตุปัจจัยภายนอก เสียงบอกจากคนรอบกาย หรือสิ่งที่เราเลียนแบบจากชีวิตคนอื่น ภาพมายาทั้งหมดนั้นหาใช่ความเป็นตัวเราที่แท้จริงไม่ ชีวิตที่เต็มไปด้วยแผนล่วงหน้าเหล่านั้นเป็นชีวิตปลอมๆ แข็งทื่อ ไร้การเรียนรู้ตอบสนอง  มันไม่ได้สะท้อนถึงชีวิตตามแบบที่มนุษย์ควรจะเป็นเลยแม้แต่น้อย

นักเรียนของผมคนหนึ่งเฝ้าสังเกตชีวิตของตนเองและพบว่า สิ่งที่คนส่วนใหญ่เรียกกันว่าอุปสรรคของชีวิตนั้น หากเราพร้อมที่จะรับมือเผชิญหน้ากับมันในวิถีทางที่ถูกต้อง มันก็จะไม่ใช่อุปสรรคอีกต่อไป  สิ่งนั้นกลับเป็นเสมือนของกำนัลแห่งชีวิตที่ทำให้เราได้เติบโต และเต็มเปี่ยมในความเป็นมนุษย์มากขึ้น  ดังนั้นสิ่งสำคัญจึงไม่ได้อยู่ที่ว่า อะไรคือปัญหา แต่อยู่ที่เราเองต่างหาก ว่าพร้อมที่จะใช้ชีวิตอย่างตื่นรู้ เผชิญกับแง่มุมของชีวิตที่ไม่เคยสัมผัสมาก่อนหรือไม่

ผู้คนมากมายผ่านเข้ามาในชีวิตผม บอกผมว่า “ฉันไม่มีเวลาพอที่จะฝึกภาวนาหรอก ชีวิตฉันยุ่งเหลือเกิน ตารางเวลาประจำวันแทบจะต้องวางแผนกันล่วงหน้าสามสี่เดือน ชีวิตฉันมันเต็มจริงๆ ยุ่งขนาดที่ว่าเช้าจดเย็นแทบไม่มีช่องว่างให้คิดเรื่องอื่นเลยนอกจากงาน”  ดูเหมือนชีวิตของผู้คนในโลกสมัยใหม่ทั่วทุกมุมโลกต่างมุ่งไปในทิศทางนี้ด้วยกันทั้งนั้น

 ลองหยุดคิดกันดูสักนิดว่า สิ่งนั้นคือสิ่งที่เรียกว่า “ชีวิต” จริงล่ะหรือ  “ชีวิต” ในแบบที่ว่านั้นมีคุณค่าพอ ที่จะมีกันจริงๆ หรือไม่  บางคนคงรู้สึกว่า ชีวิตยุ่งๆ คือ การใช้ชีวิตอย่างคุ้มค่าทุกวินาที โดยเฉพาะในประเทศอย่างสหรัฐอเมริกา ที่อะไรๆ ต่างก็ถูกขับเคลื่อนด้วยความเร็วสูง จนแทบไม่เหลือช่องว่างให้กับอิสรภาพอันหลากหลายอีกต่อไป และดูเหมือนว่าชีวิตในรูปแบบนี้กำลังแพร่ระบาดไปทั่วโลก

เราในฐานะมนุษย์แห่งโลกสมัยใหม่กำลังวิ่งหนีตัวเอง เรากำลังใช้ความยุ่งเป็นข้อแก้ตัว เพื่อหลีกเลี่ยงที่จะรู้จัก และสัมผัสชีวิตมนุษย์ที่แท้ เรารู้สึกหวาดกลัวการเป็นตัวของตัวเอง  พื้นที่ด้านในอันเป็นอิสรภาพของการรับรู้ประสบการณ์ใหม่ๆ กลับกลายเป็นพื้นที่ที่เราไม่เคยรู้จัก และเราต่างก็หวาดกลัวกับการเข้าไปรู้จักพื้นที่อันนั้น  เป็นความจริงที่น่าเศร้า…เรากลัวที่จะเรียนรู้ เรากลัวที่จะรู้จักตัวเอง…

ผู้คนในโลกสมัยใหม่ไม่สามารถทนอยู่คนเดียวได้อีกต่อไป โดยเฉพาะในงานอะไรก็ตามที่ต้องอาศัยความเงียบ อันได้แก่พื้นที่ภายในอันไร้ซึ่งสิ่งบันเทิงเริงใจจากภายนอก  วิถีชีวิตที่ผู้คนสมัยนี้คุ้นเคยกลับเป็นชีวิตที่ไม่มีแม้แต่เพียงวินาทีเดียวที่คุณจะต้องอยู่คนเดียว คุณต้องมีทีวี คอมพิวเตอร์ หรือโทรศัพท์มือถืออยู่ตรงหน้าตลอดเวลา  หากออกไปข้างนอกแม้แต่จะไปวิ่งออกกำลังกาย ก็ต้องมีหูฟังที่เสียบกับเครื่องไอพ็อดพกอยู่ในกระเป๋าเสื้อ  เรากำลังใส่ข้อมูลแห่ง “ความยุ่ง” ให้กับชีวิตจนเกือบถึงจุดที่มันพร้อมจะระเบิด และเมื่อใดที่คุณบอกตัวเองให้นั่งลงเพื่ออยู่กับตัวเองบ้าง ก็จะมีเสียงต้านขึ้นมาทันทีว่า “ฉันทำไม่ได้ ฉันไม่มีเวลามากพอที่จะทำอย่างนั้นหรอก” คนส่วนใหญ่ต่างก็เคยชินกับความคิดเช่นนี้จนมองว่ามันไม่ใช่ปัญหาอะไร เราไม่เคยหยุดเฝ้ามองชีวิตในความหมายที่แท้จริงเอาเสียเลย

จากพ่อแม่สู่ลูก วิถีชีวิตที่ไม่ถูกตั้งคำถามกำลังถูกถ่ายทอดสู่ลูกๆ ของเรา และมันกำลังทำลายพวกเขาอย่างเลวร้ายที่สุด  ตารางชีวิตที่อัดแน่น ซ้อมกีฬา ซ้อมดนตรี การบ้าน สามชั่วโมงหน้าทีวี สามชั่วโมงหน้าคอมพิวเตอร์ ตารางเต็มเอี้ยดตั้งแต่ตื่นเช้าจนเข้านอน พวกเขาแทบไม่ได้อยู่กับความเงียบ ไม่เคยให้พื้นที่กับตัวเองเลย

นอกจากนั้น ปัญหาเดียวกันยังพบได้ในระบบการศึกษา ที่ทั่วโลกกำลังเอาตะวันตกเป็นต้นแบบ  ระบบการศึกษาที่ตั้งอยู่บนความอัดแน่นของข้อมูลที่เรากำลังยัดเยียดเข้าสู่ชีวิตของเด็ก บวกกับค่านิยมของสังคมที่ไม่เหลือช่องว่างให้กับการค้นหาความหมายอันหลากหลายของชีวิต เป็นแรงขับดันให้เกิดภาพของชีวิตที่ยุ่ง เป็นการประเมินค่าความมีประสิทธิภาพและความเต็มอย่างผิวเผินจากภายนอก อีกทั้งพ่อแม่ยังผลักเอาความคาดหวังส่วนตัวอันเกิดจากการใช้ชีวิตอย่างยุ่งๆ ที่ไม่เคยตั้งคำถามใดๆ ไปให้ลูก วัฏจักรอันเลวร้ายจึงถือกำเนิดขึ้น เกิดเป็นวงจรอุบาทว์บนพื้นฐานของความกลัว  ความกลัวที่ว่า คือความกลัวความว่าง หรือความกลัวที่จะสัมผัสพื้นที่ว่างภายใน (fear of space) ซึ่งบ่งบอกถึงชีวิตอันแข็งทื่อที่ถูกจองจำด้วยความไม่กล้าที่จะเรียนรู้

 ปัญหากับความยุ่งนั้น เกิดขึ้นกับชีวิตที่ตั้งอยู่บนรากฐานของอวิชชา ซึ่งก็คือความกลัวการเผชิญหน้ากับความไม่รู้  สิ่งที่เรามักจะทำเมื่อถึงคราวที่ต้องเผชิญกับมันก็คือ การพยายามบอกตัวเองว่า “ฉันรู้แล้ว” แล้วงัดเอาแผนการร้อยแปดมาวางไว้ตรงหน้า  เมื่อเราไม่ตระหนักถึงความวุ่นที่ทำให้การรับรู้ของจิต ถูกบดบังด้วยความคิดปรุงแต่งล่วงหน้า ก็ดูเหมือนเราจะไม่เคยให้โอกาสกับการตื่น เผชิญ และค้นหาความหมายจากประสบการณ์ตรงอันสดใหม่เลยแม้แต่ครั้งเดียว

ในการฝึกภาวนา นั่งลงเงียบๆ อยู่กับตัวเองโดยปราศจากกิจกรรมอื่นใด หนทางการเฝ้ามองชีวิตด้านในเช่นนี้ทำหน้าที่เหมือนการถอดปลั๊กวงจรความคุ้นชินของชีวิต มันเป็นกระบวนการง่ายๆ ที่ให้ผลย้อนกลับ ทำให้ชีวิตของเราเปิดกว้างด้วยพื้นที่ว่างของการเรียนรู้ซึ่งก่อกำเนิดขึ้นอีกครั้ง  เราจะต้องเข้าใจความมหัศจรรย์ของการฝึกฝนที่ว่านี้ และยินดีที่จะบอกกับตัวเองว่า การนั่งเฉยๆ อยู่กับตัวเอง ถือเป็นกิจกรรมอย่างหนึ่งของชีวิต กิจกรรมนี้เป็นสิ่งที่สำคัญมากต่อการเติบโตทางจิตวิญญาณของผู้คนในโลกสมัยใหม่ เราจะต้องใส่การฝึกภาวนาไว้เป็นลำดับต้นๆใน “To do list” เพราะหากใส่ไว้ท้ายๆ แล้ว พนันได้เลยว่าเราจะกลับมาใช้ข้ออ้างเดิมๆ และท้ายที่สุดก็ไม่มีทางจะได้ทำมันจริงๆ

สำหรับชาวพุทธผู้เห็นคุณค่าของการปฏิบัตินั้น การปฏิบัติธรรมมีเพียงสองทางเลือก หากคุณไม่ตระหนักว่ามันคือสิ่งที่สำคัญที่สุดในชีวิต คุณก็จะทิ้งมันไว้เป็นสิ่งสุดท้ายเอาเสียเลย  หากเมื่อใดที่คุณมองไปยังเบาะสมาธิ แล้วมีความคิดแว้บขึ้นมาว่า “เดี๋ยวค่อยนั่งละกัน ตอนนี้ฉันกำลังยุ่ง” นั่นเป็นสัญญาณจากอัตตาว่า ถึงเวลาที่คุณจะต้องนั่งแล้ว  จิตของคุณกำลังถูกครอบงำทับถมด้วยแผนการ และหากคุณปล่อยชีวิตให้ไหลไปตามความคิดนั้น เจ้า “เดี๋ยว” ที่ว่า ก็ไม่มีทางยอมให้คุณได้นั่ง  ลองมองดูชีวิตของคุณ แล้วถามตัวเองอย่างจริงจังว่า “เราซื่อสัตย์กับตัวเราเองจริงๆ หรือเปล่า จริงหรือที่ชีวิตเราไม่มีเวลา”

สมัยที่ผมเรียนปริญญาเอกอยู่ที่ชิคาโก้ ผมได้มีโอกาสทำงานกับจูน ซิงเกอร์ นักจิตวิเคราะห์สายคาร์ล ยุง เธอเคยกล่าวไว้ว่า “งานจะแผ่ขยายไปครอบงำพื้นที่ว่างของชีวิตทั้งหมดที่เรามี” จะเห็นว่าปัญหาไม่ได้อยู่จำนวนของงานที่เราทำในแต่ละวัน แต่ปัญหาคือทัศนคติของการใช้ชีวิตต่างหาก ความยุ่งบ่งบอกถึงความกลัวพื้นที่ว่าง โดยเฉพาะในสายการปฏิบัติของพุทธทิเบต ความยุ่งถือว่าเป็นรูปแบบความขี้เกียจที่ร้ายกาจที่สุด เพราะเมื่อใดที่คุณรู้สึกถึงความยุ่ง ทั้งสมองและหัวใจได้ถูกปิดตายไปเรียบร้อย สิ่งเดียวที่คุณพอจะคิดออกก็คือ ตื่นมาตอนเช้าแล้วพุ่งไปยัง “To do list” จากนั้นก็เติมพื้นที่ว่างของชีวิตในวันนั้นด้วยแผนการทั้งหลาย อันเป็นวิธีการกำจัดพื้นที่ว่างของการเรียนรู้ใหม่ๆ ด้วยอำนาจของความกลัวที่ว่านั้น  นับว่าเป็นกระบวนการที่ชาญฉลาดทีเดียว ฉันจะเติมพื้นที่ว่างของวันให้เต็มเอี้ยดที่สุด ฉันจะได้ไม่ต้องปฏิสัมพันธ์กับตัวเอง!  เมื่อใดที่ชีวิตถูกกำหนดด้วยแผนการล่วงหน้าเสียแล้ว ธรรมชาติของการตื่นที่จะเรียนรู้ ก็ได้ถูกบดบังไปจนเกือบหมดสิ้น

ผู้คนที่มหาวิทยาลัยนาโรปะมักพูดว่า “เร้จจี้ เธอต้องยุ่งมากแน่ๆ”  เมื่อผมได้ยินเช่นนั้น ผมมักมองไปที่ต้นไม้ หรือท้องฟ้า แล้วบอกกับตัวเองว่า “ไม่หรอก ฉันไม่รู้สึกว่าชีวิตฉันยุ่ง ฉันมีเวลาทุกวินาทีในโลกนี้ให้กับตัวฉันเอง”  แม้ในทางปฏิบัติมันอาจไม่ได้ร้อยเปอร์เซนต์เสียทีเดียว แต่เราต้องหยุดความคิดแบบวุ่นๆ กันเสียที  มันน่าเศร้ามากเลยนะ หากชีวิตต้องถูกจองจำ ถูกปล้นอิสรภาพด้วยความคิดยุ่งๆ ของเราเองโดยไม่รู้ตัว

“ฉันยุ่งจริงๆนะ” ขอโทษด้วย ผมไม่เชื่อคุณหรอก คำพูดนั้นคงเอาไว้ใช้หลอกตัวคุณเองได้เท่านั้น  จริงๆ แล้วมันคือ “ฉันวุ่นจนไม่มีเวลาปฏิสัมพันธ์กับตัวเอง”  ผมไม่สนใจหากคุณจะมีลูกสี่คน มีงานสามที่ แต่คุณจะต้องตระหนักถึงความจริงที่ว่า คุณมีชีวิตนี้เพียงชีวิตเดียว  เมื่อคุณไม่ใส่ใจกับชีวิต ไม่สามารถให้เวลากับมันแม้เพียงสั้นๆ 15 นาทีในการสร้างความสัมพันธ์ ทำความเข้าใจชีวิต เมื่อนั้นคุณก็กำลังทำให้ทุกคนรอบข้างเป็นทุกข์  คุณต้องตระหนักเสียทีว่าชีวิตที่ไม่เข้าใจตัวเอง เป็นชีวิตที่ไม่มีทางเข้าใจเพื่อนมนุษย์คนอื่น คุณกำลังทำร้ายคนอื่นโดยไม่รู้ตัว ด้วยการเอาความยุ่งเป็นข้อแก้ตัวจนนำไปสู่การเพิกเฉยต่อการรู้จักตนเองและผู้อื่น
             
ความยุ่งบ่งบอกถึงจิตที่วุ่น เมื่อจิตวุ่นเสียแล้ว คุณก็แทบไม่มีความรู้สึกของการดำรงชีวิตอยู่บนโลกใบนี้อย่างแท้จริงเลย  เมื่อตัวเราไม่เคยสื่อสารกับตัวเองอย่างจริงจัง พื้นที่ภายในที่ก่อให้เกิดการเรียนรู้และการเติบโตก็ไม่ได้ถูกใช้อย่างที่ควรจะเป็น นำไปสู่จุดจบของการทำลายชีวิตที่เรามีในทุกขณะ น่าเศร้าที่คนส่วนใหญ่ไม่ได้ตระหนักถึงความจริงข้อนี้จนกระทั่งวินาทีสุดท้ายที่เรากำลังจะตาย ก็เพราะความยุ่งได้พรากอิสรภาพของชีวิตไปเสียตั้งแต่เวลาที่เรายังมีลมหายใจอยู่
             
การเลิกความคิดที่ว่า “ชีวิตที่มีค่าคือชีวิตที่ยุ่ง” “ชีวิตที่ว่างเป็นชีวิตที่ไร้ประโยชน์” ถือเป็นสิ่งที่สำคัญมากต่อการเปิดใจเพื่อการเข้าใจชีวิตที่แท้  ชีวิตคือพื้นที่ว่างของการเรียนรู้ เมื่อเราพร้อมที่จะเผชิญกับความไม่รู้ในทุกขณะของชีวิต เราก็จะตื่นที่จะรู้  นั่นคือสิ่งที่พระพุทธเจ้าค้นพบ และเมื่อนั้นชีวิตทุกวินาทีก็จะเปี่ยมไปด้วยความศักดิ์สิทธิ์

การปล่อยวางความยุ่งไม่ได้หมายความว่าเราจะต้องกลายเป็นคนเฉยๆ เฉื่อยๆ ไม่กระตือรือล้น ไร้ซึ่งความคิดสร้างสรรค์ใหม่ๆ  แต่มันหมายถึง การละเลิกความคิดปรุงแต่งที่เข้ามากีดขวางการเผชิญกับสถานการณ์ชีวิตอย่างตรงไปตรงมา  เราต้องปล่อยวางความกลัว ปล่อยวางการยึดมั่นในแผนการทั้งหลายทั้งปวง เพื่อที่จะได้สัมผัสชีวิตที่แท้กันเสียที
             
การปล่อยวางความคิดเพื่อสัมผัสชีวิตในแง่มุมที่ลึกซึ้ง คือเป้าหมายของการฝึกจิตภาวนา เมื่อคุณเริ่มฝึกมันอย่างจริงจังในฐานะกระบวนการเรียนรู้พื้นฐานของชีวิต คุณก็จะรู้ว่า ยิ่งปฏิบัติมากเท่าไร การงานของคุณก็ดูจะสำเร็จลุล่วงไปด้วยดีมากขึ้นเท่านั้น  ลองนั่งภาวนาตอนเช้าสักสองชั่วโมง คุณจะพบว่าวันของคุณดูยาวขึ้นเป็นสามสิบชั่วโมง และดูเหมือนเวลาจะดูแลตัวของมันเอง (ธรรมะจัดสรร) ทุกสิ่งทุกอย่างดูเหมือนจะเข้ารูปเข้ารอย โดยที่คุณแทบไม่ต้องพยายามทำให้ตัวเองยุ่งเลยแม้แต่น้อย  คุณจะสัมผัสได้ถึงความศักดิ์สิทธิ์ของชีวิตที่เกิดขึ้นจากความเบิกบานภายในสู่ภายนอก เป็นชีวิตที่เต็มไปด้วยการสอดผสานอย่างลงตัวตลอดวัน  จากนั้นลองไม่ปฏิบัติดูบ้าง ทุกสิ่งกลับตาลปัตร ชีวิตวุ่นร้อนราวกับตกนรก จะทำอะไรก็ดูเหมือนจะไปทับซ้อนกับสิ่งอื่น จะย้ายอันนี้ก็ไปชนกับอันนั้น ความลงตัวดูเหมือนจะลาพักร้อนไปอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย
             
สิ่งที่ผมตระหนักจากการฝึกภาวนามาตลอดสามสิบปีก็คือ หนทางที่จะทำสิ่งต่างๆ ในชีวิตให้ลุล่วงไม่ว่าจะเป็นกับครอบครัว การงาน หรือการเรียน ก็ด้วยการพัฒนาจิตของเราเอง  การฝึกภาวนาไม่ใช่เรื่องนอกตัว ไม่ใช่พิธีกรรมทางศาสนา ไม่ใช่กิจกรรมของการตัดขาดจากโลก แต่มันคือกระบวนการพื้นฐานของการมองด้านใน และเข้าใจกระบวนการการรับรู้ของชีวิต  เราได้เห็นจุดที่เราไม่เคยเห็นมาก่อนในตัวเรา แล้วพยายามเข้าใจมันอย่างถูกต้องมากขึ้น  การภาวนาคือการทำความเข้าใจชีวิตตัวเองในแง่มุมที่ลึกซึ้ง อีกทั้งยังเป็นการสร้างความสัมพันธ์กับพื้นที่ว่างภายใน อันเป็นบ่อเกิดแห่งการเรียนรู้อันศักดิ์สิทธิ์
             
ความศักดิ์สิทธิ์ของชีวิตแท้จริงแล้วเป็นสิ่งที่แสนธรรมดาที่เกิดขึ้นอยู่ตลอดเวลา  มันเกิดขึ้นในทุกขณะที่เราสัมผัสถึงความธรรมดาและเรียบง่ายของชีวิต  แต่ละขณะเป็นการสัมพันธ์กับความว่างอันเป็นบ่อเกิดของปัญญาและความเอื้ออาทรต่อผู้อื่น  ผมขอให้ทุกคนได้ให้โอกาสกับตัวเอง ในการเรียนรู้ที่จะรู้จักตัวเองให้มากขึ้น ลองให้โอกาสกับการฝึกจิตภาวนาเป็นลำดับต้นๆ ในตาราง ให้คุณค่าแก่การเรียนรู้  บ่มเพาะพื้นที่ว่างให้กับสิ่งใหม่ๆ ความคิดสร้างสรรค์ใหม่ๆ ได้ผุดบังเกิดขึ้นในชีวิตของคุณ  เมื่อนั้นเราก็จะได้สัมผัสถึงความมหัศจรรย์เหนือกรอบของความคับแคบแห่งตัวตนที่เราพยายามสร้างขึ้น สู่ความหมายใหม่ของชีวิตและสัมผัสอิสรภาพของความเป็นมนุษย์อย่างแท้จริง

๏ แปลและเรียบเรียงจาก “Busy-ness is Laziness” ในวารสาร “Elephant” ฉบับฤดูใบไม้ร่วง ปี ค.ศ. ๒๐๐๕

สถาบันวัชรสิทธา ก่อตั้งขึ้นเพื่อเป็นพื้นที่ทดลองทางการศึกษา บนพื้นฐานของการภาวนา การใคร่ครวญด้วยใจ และการแลกเปลี่ยนประสบการณ์อย่างเป็นมนุษย์ระหว่างผู้เรียน